
ผบ.ตร.จี้6เดือนตร.ทั่วปท.ทำงานให้ปชช.ยอมรับ
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ห้องประชุมแกรนด์ไดม่อนส์ บอลลูน อิมแพค เมืองทองธานี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.กล่าวให้นโยบายกับหัวหน้าสถานีทั่วประเทศ ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวหน้าสถานีตำรวจ ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนว่า
ตนมีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับทุกท่านในวันนี้ โอกาสที่จะพบกันพร้อมหน้าอย่างนี้ หาได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากขนาดขององค์กรและจำนวนคนที่มีจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาก็ใช้ระบบของสายการบังคับบัญชาช่วยในการถ่ายทอด สั่งการต่างๆผ่านลงไปจนถึงผู้ปฏิบัติ กว่าจะถึงก็ต้องใช้เวลา และบางครั้งข้อมูลที่ลงไปถึงก็อาจจะไม่ตรงตามประสงค์ของผู้สั่งการ การได้พบกันในวันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้บังคับบัญชาจะได้พูดคุยทำความเข้าใจกับพวกท่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ ให้ชัดเจนและถือเป็นพันธะสัญญาระหว่างกัน ที่หลังจากวันนี้แล้วจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว ทุกท่านจะต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว และจริงจัง
ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนเองได้มอบนโยบายผ่านผู้บังคับบัญชาระดับกองบัญชาการ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ผบ.ตร. ถึงความสำคัญของสถานีตำรวจว่าเป็นจุดแตกหักหรือจุดยุทธศาสตร์ของงานตำรวจ โดยได้กำหนดให้เป็นนโยบายเร่งด่วนโดยให้เร่งรัดดำเนินการภายในระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ โดยผมได้คิดแล้วว่า เพื่อไม่ให้เป็นภาระด้านงบประมาณแก่พวกท่าน จึงกำหนดให้มีการสร้างความเปลี่ยนแปลงจากตัวข้าราชการตำรวจ ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นวาจาที่สุภาพยิ้มแย้มแจ่มใส การให้บริการอย่างเต็มใจและการขยายการบริการออกนอกสถานีตำรวจไปสู่ชุมชน และการทำงานอย่างรวดเร็ว ว่องไว มุ่งเน้นความสุขของประชาชนและชุมชนเป็นสำคัญ ลดละเลิกพฤติการณ์ใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งทุกอย่างเหล่านี้ สามารถเริ่มทำได้โดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรใดๆ เลย แต่เริ่มด้วยใจ เท่านั้น
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ปัจจุบันนี้แม้ว่าเราจะพยายามทำงานมากแค่ไหน มีผลงานการปราบปรามจำนวนมาก เรียกว่า ถ้าวัดกันเป็นตัวเลขเราผ่านหมด แต่พอวัดความพึงพอใจของประชาชนแล้ว เราสอบไม่ผ่าน เพราะอะไร เพราะเรา บริหารงานโดยเป้าหมายด้านตัวเลขอย่างเดียว แล้วเราก็พอใจว่าทำได้ตามเป้า เพราะเราคำนึงถึงตัวเราเป็นหลักแต่เป้าหมายด้านความพอใจ ซึ่งเป็นการคำนึงถึงประชาชนผู้รับบริการมันวัดง่ายแต่มันทำยาก และใช้เวลาในการสั่งสมความเชื่อมั่น ศรัทธา ความพอใจ ทำให้มีการละเลย บางทีอาจเป็นเพราะความไม่มั่นคงของการดำรงตำแหน่ง ทำให้เราคำนึงแต่ตัวเองจนหลงลืมประชาชน พอผู้บังคับบัญชาไม่เป็นหลักที่ดีให้ลูกน้อง ก็ไม่นำพาในการให้บริการหรือสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและชุมชนตามที่ควรจะเป็น
“นอกจากความไม่พึงพอใจในการให้บริการแล้ว ยังพบว่าความเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของประชาชนยังไม่เป็นที่พอใจ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งน่าเชื่อว่าปัญหาเกิดจากการขาดความเอาใจใส่ในการตรวจตราพื้นที่รับผิดชอบหรือเมื่อคดีเกิด โดยเฉพาะคดีเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นคดีที่สร้างความเดือดร้อนมากที่สุด มักไม่ได้รับการติดตามจับกุมเท่าที่ควร ที่เลวร้ายที่สุด ก็คือ การแปลงหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นอำนาจ อำนาจที่จะเลือกกระทำหรือละเว้นการกระทำ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรของเราอย่างมาก ยิ่งการสื่อสารในโลกปัจจุบันยิ่งทำให้ความเสื่อมถอยดังกล่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และเป็นวงกว้างทำให้ขาดแนวร่วมภาคประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ”ผบ.ตร.กล่าว
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากรายได้ที่ไม่พอเพียงต่อการดำรงชีพ และเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจทุกราย ตนเองและผู้บังคับบัญชาได้พยายามผลักดัน ด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยรัฐสภาได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ส่งผลให้ข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผบก. ลงมา ที่ได้รับเงินเดือนเต็มขั้น สามารถเลื่อนเงินเดือนข้ามแท่งไปรับในระดับที่สูงขึ้นได้ โดยข้าราชการตำรวจ ยศ ด.ต. สามารถรับเงินได้ถึงสูงสุดของระดับ พ.ต.ท. ซึ่งเท่ากับมีโอกาสได้รับเงินเดือนเพิ่มอีกถึง 12 ขั้นครึ่ง
นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับแก้การมีผลของ พ.ร.บ.นี้ ให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.53 ทำให้ผู้ที่ได้รับเงินเดือนเต็มขั้น เมื่อวันที่ 30 ก.ย.53 ประมาณ 30,000 นายได้สิทธิในการเลื่อนเงินเดือนตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งยังได้เสนอ ก.ตร. กำหนดระเบียบ ก.ตร.ให้พนักงานสอบสวนแต่ละระดับ ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่ง ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.53 และเพื่อเป็นการส่งเสริม ความเจริญก้าวหน้าแก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนได้เสนอให้ก.ต.ช. มีมติให้เปิดสอบข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเป็นสัญญาบัตร อีก 7,500 อัตรา โดยในส่วนนี้ เป็นตำแหน่งพนักงานสอบสวน 2,500 อัตรา ซึ่งเรามีชั้นประทวนวุฒินิติศาสตร์ อยู่ประมาณ 16,000 คน ที่สามารถสอบแข่งขันได้ ขณะเดียวกันก็ได้เปิดโอกาสให้ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแต่งตั้งเป็นสัญญาบัตรอีก 60 อัตรา และแก้ไขปัญหาการบรรจุแต่งตั้งตำรวจชุมชน อีก 573 ราย เป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร อีกด้วย
“ผมอยากให้ตำรวจเราเดินอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีมากกว่าที่เป็นอยู่ อยากให้เวลาเราบอกว่าเราเป็นตำรวจแล้วเราภาคภูมิใจ ซึ่งการจะไปสู่จุดหมายนั้นได้ต้องได้รับความร่วมมือจากพวกท่าน หัวหน้าสถานีตำรวจที่จะต้องเป็นตัวอย่างและไม่ย่อท้อที่จะปลูกฝังอุดมการณ์ จิตสำนึกแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในการทำงานทุกด้าน ทุกกรณี ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ ต้องให้ความสำคัญใกล้เคียงกัน”ผบ.ตร.กล่าว
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวอีกว่า สถานีตำรวจเป็นหน่วยงานที่สัมผัสทุกข์ร้อนของประชาชนและชุมชนโดยตรง พวกท่านต้องทำทุกวิถีทางให้สังคม ชุมชนสงบสุขและประชาชนพึงพอใจ ต้องป้องกันอาชญากรรมไม่ให้เกิดขึ้น จัดวางกำลังสายตรวจออกตรวจตราตามพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ล่อแหลม จุดเสี่ยงภัยต่างๆ ให้ประชาชนเกิดความอุ่นใจ ต้องเข้าไประงับเหตุอย่างรวดเร็ว ต้องทบทวนและซักซ้อมวิธีการปฏิบัติ การตั้งด่านตรวจค้น การสกัดจับคนร้ายหลบหนี ที่สำคัญขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหา ในลักษณะเชิงรุก
ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย ไม่ละเลยแม้เป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น การก่อความเดือดร้อนรำคาญ นักเรียนตีกัน แข่งรถ จักรยานยนต์ การทะเลาะวิวาท การตั้งวงดื่มสุรา จับกลุ่มมั่วสุม ในพื้นที่คาบเกี่ยวต่อเนื่อง ก็ให้ประชุมหารือร่วมกันแก้ปัญหา ในบางพื้นที่ที่มีคดีเกิดขึ้นน้อย เช่น ชนบท ก็ขอให้เข้าไปพูดคุยหารือกับชาวบ้าน ผู้นำชุมชน อย่างสม่ำเสมอเพื่อจะได้รับทราบปัญหา ทำความเข้าใจ และร่วมกันทำงานอันจะเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน
ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า เมื่อมีคดีเกิดขึ้น ต้องมีการรับคำร้องทุกข์ทุกคดีตามกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมกับคู่กรณีทุกฝ่าย พนักงานสอบสวนต้องใส่ใจ แสดงความกระตือรือร้นต่อการแก้ปัญหาความทุกข์ร้อน การพูดการจา ท่าทางที่เป็นมิตร ไม่ให้ผู้เสียหายหรือเหยื่อ ถูกกระทำเหมือนตกเป็นเหยื่อซ้ำ ต้องรีบดำเนินการสอบสวนโดยมิชักช้า ต้องแจ้งผลความคืบหน้าตามระเบียบ ขณะเดียวกันหัวหน้าสถานีต้องคอยช่วยกำกับดูแล สนับสนุน พนักงานสอบสวนและฝ่ายสืบสวนให้มีการรวบรวมพยานหลักฐาน ให้นำไปสู่การจับกุมคนร้าย ขอให้ดำเนินการตามกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้ถึงที่สุด อย่าเพียงแต่ทำงานให้ครบตามเอกสาร
โดยไม่ปฏิบัติอย่างจริงจัง เช่น บ่ายเบี่ยงไม่รับคดี หรือรับคดีแต่ไม่มีการสืบคดีจริง เพียงแค่รอให้ครบกำหนด แล้วงดการสอบสวน
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวอีกว่า เรื่องงานจราจรครั้งหนึ่งประชาชนเคยเห็นอกเห็นใจต่อความตรากตรำเหนื่อยยากของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ทุกวันนี้ ประชาชนกลับพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการจับกุม เรียก รับเงิน แอบซุ่มจับ ประชาชนอยากเห็น เราอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเวลาเร่งด่วนและ จุดที่มีปัญหาจราจร ในขณะเดียวกัน ประชาชนต้องการเห็นการกวดขันวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด เสมอภาค และเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ มีการประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่เพียงเพื่อหวังเงินส่วนแบ่งตามกฎหมายอย่างเดียว



