
อินเดีย:มหาอำนาจใหม่ขี้อาย (3)
กรุงนิวเดลี - คนอินเดียไม่ขี้อายคือพวกมหาเศรษฐีทั้งหลาย ในปีสองปีที่ผ่านมา ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวและจัดงานฉลองพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะครอบครัวอินเดียมีสตางค์ทั้งหลายเข้ามาจัดงานแต่งงานให้ลูกๆ หลานๆ เรียกกันว่าเหมากันทั้งลำ ทั้งโรงแรมกินอยู่ทุกอย่าง รวมทั้งท่อ
ในแพ็กเกจจะมีบรรดาผู้รับเชิญทางฝ่ายเจ้าภาพร่วมเชิญมาประมาณสอง-สามร้อยคน มาอยู่ในไทยประมาณห้า-เจ็ดวัน คิดเบ็ดเสร็จถูกกว่าจัดที่อินเดียถึงวันละหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญ ในอินเดียคิดแบบไม่เป็นทางการ บรรดาผู้มาร่วมงานจะตกค่าใช้จ่ายหัวละ 1,800 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5.4 หมื่นบาท) สำหรับค่าจัดงานแต่งงานและงานรับรองเลี้ยงต่างๆ
กลุ่มนักธุรกิจไทย-อินเดียหัวหมอ จัดทัวร์แต่งงานให้เป็นที่เป็นทาง เป็นแพ็กเกจเหมาจ่ายหมด สบายทั้งบ่าวสาวไม่ต้องทำอะไรเลย ฝ่ายเอเย่นต์ไทยจัดการให้หมด เตรียมรับบรรดาผู้เข้ามาร่วมพิธีและเรื่องการฮันนีมูนอย่างเดียว ตอนนี้แพ็กเกจแต่งงานต้องแข่งขันกับแพ็กเกจรักษาพยาบาลในไทยด้วยกัน มีลูกค้าต่างประเทศจำนวนมากสนใจ เนื่องจากราคาไทยย่อมเยาและยังมีการให้บริการที่ดี
ตามจริง อินเดียไม่ใช่มีเงินแต่อย่างเดียว โดยเฉพาะชนชั้นกลาง แต่อินเดียมีศักยภาพมากทางด้านวัฒนธรรมและเทคโนโลยีไอซีทีสูงมาก แต่น่าเสียดาย รัฐบาลอินเดียยังขี้อายอยู่ ผู้เขียนเคยพบและสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีอินเดีย มาโมฮาน ซิงส์ เป็นผู้นำน่ารักมาก ถ่อมตัวเป็นที่สุด นั่งอยู่ในออฟฟิศที่ธรรมดา ไม่มีการตกแต่งหรูหรา เวลาพูดสุ่มเสียงจะอ่อนโยนมากๆ แผ่วเบา ใครที่เคยร่วมงานวันชาติอินเดียในกรุงนิวเดลี จะรู้สึกว่ามันเป็นงานธรรมดางานหนึ่งไม่ต้องใช้เงินเยอะ เสิร์ฟเครื่องดื่มธรรมดาพร้อมกับแกล้มสอง-สามอย่าง (ถ้าเป็นบ้านเราต้องเต็มร้อย ถล่มกันเต็มที่ เปลืองเงิน)
อินเดียมีความมั่นใจมากกับวัฒนธรรมตัวเอง ดูจากการผลิตภาพยนตร์ในแต่ละปีจะเข้าใจได้ทันที แต่ยังไม่มีโอกาสโฆษณาตัวเองหรือมีนโยบายภาครัฐออกมาอย่างจริงๆ จังๆ อินเดียยังใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดี ในสหรัฐอเมริกาคุณสมบัติเหล่านี้เรียกว่า ซอฟท์เพาเวอร์ (soft power) เป็นคุณค่าพิเศษแต่ละประเทศมี และสามารถนำมาใช้ทางการทูต เพื่อโน้วน้าวให้ประเทศทั้งเป็นมิตรหรือศัตรูเห็นดีชอบด้วย เพื่อรักษาสัมพันธ์ไมตรีและผลประโยชน์แห่งชาติ
อินเดียมีอิทธิพลทางด้านปรัชญาความคิด ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมต่อประเทศในเอเชียอาคเนย์ มากกว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งจีนด้วย ในกรณีไทยเราได้อิทธิพลทั้งจากจีนและอินเดียในสัดส่วนที่พอๆ กัน จึงมีความกลมกลืนค่อนข้างพิเศษ สังเกตได้จากอาหารการกิน ภาษาและวัฒนธรรมอื่นๆ อาหารไทยจะมีความหลากหลายมากกว่าอาหารในประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น เวียดนาม จะได้รับอิทธิพลหนักไปทางของจีน เป็นวัฒนธรรมตะเกียบไปโดยสิ้นเชิง ส่วนอินโดนีเซียจะหนักไปทางศาสนาฮินดูผสมของอิสลามจากอินเดีย
ในเวทีการเมืองโลก อินเดียได้รับการเสนอชื่อให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงถาวรเพิ่มขึ้นมาอีกพร้อมกับญี่ปุ่น ในกลุ่มของเอเชีย ตอนนี้ยังไม่มีฉันทามติ อย่างน้อยๆ จีนต้องเห็นดีด้วย



