
ญี่ปุ่นเป็นบทเรียนของโลก
ผ่านพ้นกันไปแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งก็มีทั้งเรื่องเหนือความคาดหมาย และเรื่องที่คาดหมายได้มากมาย แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านหน้ากระดาษ จึงอยากจะขอนำเรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นตั้งแต่เกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมามาตั้งขอสังเกตสักนิดหน
ประการแรก เรื่องที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นแม้ว่าจะเริ่มด้วยสึนามิ แต่เรื่องของสึนามิกลับไม่ใช่ประเด็นข่าวอีกต่อไป เพราะข่าวต่อมาก็คือ แผ่นดินไหว และที่สำคัญที่สุดก็คือปัญหาเรื่องของความเสี่ยงที่มากับเตาปฏิกรณ์ปรมาณู
ประการที่สอง ข่าวที่ติดตามเรื่องนี้จากภายนอกญี่ปุ่นนั้นมักจะมีเรื่องสำคัญๆ อยู่ 4 เรื่อง
1.มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความหวั่นวิตกกับผลกระทบที่จะมีออกมาจากเตา และที่จะกระทบต่อประชาชน และที่น่าจะสำคัญยิ่งก็คือผลกระทบที่จะมีต่อโลก
2.เป็นเรื่องของความวิตกกังวลกับเรื่องของผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
3.เป็นเรื่องของข่าวที่เกี่ยวข้องกับการส่งความช่วยเหลือจากประเทศอื่นไปยังญี่ปุ่น
4.เป็นเรื่องความชื่นชมต่อวินัยของคนญี่ปุ่นในการรับมือกับภัยพิบัติอย่างมีสติและห่วงใยซึ่งกันและกัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าว กลับมีข่าวต่างประเทศนอกกระแสอยู่ข่าวหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือข่าวในฟิลิปปินส์ ที่ว่าด้วยเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายและปฏิบัติการของรัฐบาลที่มีต่อการติดตามและส่งชาวฟิลิปปินส์กลับประเทศ
ข่าวเริ่มจากการรายงานตัวเลขว่ามีชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากอยู่ในญี่ปุ่น และเริ่มวิจารณ์และเปรียบเทียบถึงความพยายามของแต่ละประเทศในการติดตามและส่งกลับประชาชนของประเทศของเขา ซึ่งย่อมแน่นอนว่าในมุมมองของสื่อฟิลิปปินส์แล้ว ความพยายามของประเทศอื่น อาทิ มาเลเซีย ย่อมดีและกว่าประเทศของตน
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ในฟิลิปปินส์นั้น เรื่องความห่วงใยของสื่อและสังคมที่มีต่อผู้คนฟิลิปปินส์ที่ไปอยู่ญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฟิลิปปินส์นั้นเป็นสังคมที่ส่งออกแรงงานไปยังประเทศอื่น เพื่อได้เงินตรากลับเข้าประเทศ
ว่าง่ายๆ ก็คือ คนฟิลิปปินส์นั้นเขาไม่ได้มองแค่ว่ามีคนในประเทศเขาไปตกค้างและได้รับอันตรายที่ญี่ปุ่น แต่เขามองว่าคนเหล่านั้นคือพี่น้องผู้ใช้แรงงาน เป็นคนที่มีคุณูปการต่อสังคมของเขา
ประเด็นลามไปถึงเรื่องที่ว่ารัฐบาลของฟิลิปปินส์ควรจะหันมาสนใจการปรับเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาประเทศ ที่ไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกแรงงานที่ไม่ได้สร้างความปลอดภัยแก่พี่น้องร่วมชาติของพวกเขา
ผมมาย้อนมองสังคมไทย ช่วงนี้เรามีการพูดถึงการอพยพคนไทยกลับจากประเทศต่างๆ แต่เราไม่เห็นภาพที่ชัดเจนของมุมมองเรื่องเหล่านี้ มีแต่การพูดถึงคนที่ไปใช้แรงงาน และนักเรียน แต่เมื่อพูดถึงคนที่ใช้แรงงาน เราไม่ได้คิดกันต่อว่าจำเป็นต้องส่งพี่น้องเหล่านั้นไปเสี่ยงในต่างประเทศ แล้วเราจะยกระดับปัญหารายได้และความปลอดภัยของแรงงานอย่างไร และท้องถิ่นเขามีเงื่อนไขอะไรที่ผลักให้พวกเขาต้องไปเสี่ยงถึงต่างประเทศ (เพราะเราพบว่า บางคนก็ไม่อยากกลับ เพราะกลับมาก็ไม่มีงานทำที่เพียงพอต่อความต้องการของเขา)
ประการที่สาม ผมมีโอกาสได้ติดตามข่าวเรื่องอันตรายของกัมมันตภาพรังสีของญี่ปุ่น และภัยพิบัติของพวกเขา จะพบว่าในสังคมของเขาเอง ทั้งข่าวภาษาอังกฤษ และข่าว/ทัศนะในภาษาญี่ปุ่นที่ถูกแปลออกมา จะพบว่าเรื่องหลักของสังคมของเขานั้นมีอยู่ 3 เรื่อง
๑.การพูดถึงการบริหารจัดการภัยพิบัติในแง่ของการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และทันท่วงทีของบริษัทที่รับผิดชอบในเรื่องนี้
2.การพูดถึงการร่วมแรงร่วมใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการมองโลกในแง่บอก อาทิประโยคที่กล่าวว่า เมื่อมองไปแล้วท่ามกลางความสูญเสีย อย่างน้อยเราจะเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ และจงนำเอารอยยิ้มที่เปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังมาเป็นพลังงานต่ออนาคตของสังคมญี่ปุ่น
3.การพูดถึงการเผชิญหน้ากับทางเลือกที่ยากเย็นในเชิงพลังงาน เพราะญี่ปุ่นนั้นพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์นับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลก (จะเห็นว่าเขาตระหนักดีถึงปัญหา เพราะเขาประสบปัญหาจากปรมาณู และก็ต้องใช้มัน) ดังนั้นเรื่องใหญ่จึงอยู่ที่การตั้งหลักกับการบริหารจัดการมากกว่ายกเลิกนโยบายทั้งหมดเสียมากกว่า



