
ประเด็นทางยุทธศาสตร์กรณีธรณีพิบัติที่ญี่ปุ่น
น่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่งสำหรับกรณีแผ่นดินไหวนอกชายฝั่งเกาะฮอนชูเมื่อวันที่ 11 มีนาคม แล้วมีเหตุการณ์ร้ายแรงต่อเนื่องพุ่งสู่เกาะญี่ปุ่นไม่หยุด
ทั้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ ที่โหมถล่มเมืองขนาดใหญ่จนผู้คนล้มตาย ทรัพย์สินเสียหายมหาศาล และที่ยับยั้งไม่อยู่จนบัดนี้ก็คือเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะหลายเตาปะทุภายใน จนปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมา เหตุที่เกิดขึ้นนี้มีประเด็นทางยุทธศาสตร์ที่น่าคิดอยู่หลายประเด็นทีเดียว
ประเด็นที่ทุกคนคิดออกเป็นประเด็นแรก คือเลิกกันทีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยหรือไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ เพราะขนาดประเทศที่เชี่ยวชาญชั้นหนึ่งอย่างญี่ปุ่นยังลำบากในการอพยพผู้คนขนาดนี้ ประเทศไทยที่มีกรณีวัวหายแล้วค่อยล้อมคอกไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยตัวอย่าง คงทำให้คนจำนวนมากออกมาต่อต้านสุดตัวแบบที่เยอรมนีอย่างแน่นอน พิษภัยนิวเคลียร์ที่เราเห็นวันนี้แล้ว ยิ่งเสียวเมื่อคิดต่อไปถึงเรือดำน้ำนิวเคลียร์ที่แล่นกันรอบมหาสมุทร หากเกิดอุบัติเหตุหรือการปะทะขึ้นก็คงสร้างความวิบัติอย่างหนักเช่นกัน งานนี้สหรัฐคงยิ่งกลุ้มใจในประเด็นการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเรือของจีน ที่เป็นไปโดยลับจนอาจทำให้เกิดเรื่องยุ่งใต้น้ำได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงพัฒนาการของอิหร่านและเกาหลีเหนือในการเดินหน้าก่อสร้างนิวเคลียร์ ส่วนไทยก็ควรตระหนักถึงการขยายตลาดของรัสเซียในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชนิดนี้ในพม่ากับเวียดนามไว้บ้าง
เมื่อปีกลายผมเคยไปดูการสาธิตแผ่นดินไหวที่ศูนย์โกเบ การสาธิตนั้นเขายอมรับตรงๆ เลยว่าแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ อย่างนี้บ้านเรือนที่เสริมโครงมีฐานยึดแล้วก็เอาไม่อยู่ วันก่อนไม่เกิดขึ้น แต่วันนี้มันเกิดขึ้นแล้ว แล้วต้องเกิดอีก ถึงพวกที่อยู่นอกวงแหวนอัคคีอย่างไทยก็คงต้องเจอผลกระทบหนักขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน ความพยายามต้านรับภัยพิบัติขนาดใหญ่นั้นคงต้องดำเนินไป แต่ก็ต้องเร่งดูแลปัญหาระยะยาวอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้น้ำท่วมประเทศซ้ำซากหรือแผ่นดินโดนเซาะหายไปทุกปี
โศกนาฏกรรมของญี่ปุ่นในครั้งนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้ชะตาอนาคตของยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ทหารด้วย การที่คู่ปฏิปักษ์จะมีไมตรีกันได้ก็ย่อมมาจากการได้ช่วยเหลือเยียวยากัน ยามที่คู่แข่งช่วยตนเองไม่ได้ อย่างเช่นการเจอภัยพิบัติ งานนี้ชุดกู้ภัยของจีนกับเกาหลีใต้ถึงญี่ปุ่นก่อนเพื่อน ส่งผลให้ความรู้สึกระหว่างกันอ่อนโยนขึ้นทันตา ส่วนไทยนั้นไฉนไม่เข้าตาเขาก็ไม่ทราบ หรือว่าชุดกู้ภัยสิงคโปร์มีประสบการกู้ภัยมากกว่าญี่ปุ่นจึงยอมรับ
ส่วนบทเรียนของกองทัพนั้นคือ ความสำคัญของการปฏิบัติที่มิใช่การรบหรือมู้ทวอร์มีความสำคัญยิ่งกว่าสงครามทั้งตามแบบหรือนอกแบบใดๆ เพราะมีการใช้จริงและในสเกลใหญ่ด้วย แนวโน้มข้างหน้าจึงต้องมีการฝึกและจัดหาอุปกรณ์อย่างมากแน่นอน



