ข่าว

ชี้สหรัฐ-ยูเอ็นอาจเสียเครดิตที่ถล่มกัดดาฟี

ชี้สหรัฐ-ยูเอ็นอาจเสียเครดิตที่ถล่มกัดดาฟี

21 มี.ค. 2554

สหรัฐและสหประชาชาติอาจเสียเครดิตอย่างแรงในสายตาชาวโลก ถ้าผู้นำลิเบียยังอยู่ในอำนาจ

(21มีนาคม) สภาพความเป็นจริงที่โหดร้ายในลิเบีย , ความวิตกว่าจะความน่าเชื่อถือของสหรัฐจะเสียหายและแรงกดดันจากนานาชาติ ได้ผลักดันให้ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐ ต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ตอนนี้ ประธานาธิบดีโอบาม่ากับพลเรือเอกไมค์ มุลเลน ประธานเสนาธิการทหารร่วมกำลังทำงานหนัก เพื่อลดระดับความคาดหมายของผลที่จะตามมา ซึ่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เขาเพิ่งจะยืนกรานว่า พันเอกกัดดาฟีจะต้องสละอำนาจ และประกาศว่า ผู้นำลิเบียได้สูญเสียความชอบธรรมในการเป็นผู้นำประเทศไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโอบาม่า ได้พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้ปฎิบัติการทางทหารต่อลิเบียให้น้อยที่สุด จนกระทั่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีมติให้
ใช้ปฏิบัติการทางทหารอันเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับใช้เขตห้ามบิน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งประธานาธิบดีโอบาม่า ได้ประกาศว่า สหรัฐจะมีบทบาทในการใช้ปฏิบัติการทางทหาร
อย่างจำกัด เพื่อสนับสนุนความพยายามของกองกำลังนานาชาติเพื่อปกป้องพลเรือนลิเบียเขายังใช้คำพูดที่ไม่แข็งกร้าวเวลาอ้างถึงพันเอกกัดดาฟี แม้ว่าสหรัฐจะเริ่มระดมยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ค โจมตีระบบต่อต้านอากาศยานของสหรัฐ และเมื่อวันอาทิตย์เขาได้แถลงข่าวกับพลเรือเอกมุลเลนว่า ภารกิจของพันธมิตรในการเล่นงานผู้นำลิเบีย อาจยุติลงโดยที่เขายังอยู่ในอำนาจต่อไป

ตลอดเวลากว่าหนึ่งเดือนของการลุกฮือในลิเบีย ท่าทีของสหรัฐ ได้สะท้อนถึงความคลุมเครือของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการขานรับการลุกฮือในตูนิเซียและอิยิปต์ ที่จุดชนวนความไม่สงบลุกลามไปทั่วโลกอาหรับ ตอนที่สหรัฐเริ่มถล่มระบบต่อต้านอากาศยานของลิเบีย ก็เป็นไปภายใต้มติที่ 1973 ของสหประชาชาติ แต่ก็ผ่านการลอบบี้ขอการสนับสนุนจากสันนิบาตอาหรับด้วย

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่กาต้าร์ตัดสินใจจะเข้าร่วมใชปฏิบัติการสนับสนุนเขตห้ามบินในลิเบียได้สะท้อนถึงความแตกแยกภายในของโลกอาหรับ ที่บรรดาผู้ปกครองที่อยู่ในอำนาจมายาวนานพากันวิตกต่ออนาคตของตัวเอง หลังเกิดคลื่นความไม่สงบลามไปทั่วภูมิภาค ทั้งเยเมนและบาห์เรน ต่างใช้กำลังเข้าปราบปราบการลุกฮือ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจากสหรัฐและพันธมิตร ที่กำลังเล่นงานพันเอกกัดดาฟีอยู่ในขณะนี้ ตอนที่อังกฤษและฝรั่งเศสเข้าร่วมปฏิบัติทางทหารถล่มลิเบีย ประธานาธิบดีโอบาม่า ได้ถูกคัดค้านจากนักการเมืองที่มองเห็นอันตรายรออยู่เบื้องหน้า ถ้าปราศจากเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะ วุฒิสมาชิก ริชาร์ด ลูการ์จากรีพับลีกัน ที่บอกว่า ไม่เห็นมีใครในลิเบียที่พอจะสนับสนุนได้ ส่วนพวกฝ่ายต่อต้านในพื้นที่ตะวันออก ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า คนเหล่านี้เคยช่วยอิรักต่อต้านสหรัฐ ตอนทำสงครามโจมตีอิรัก

มีหลายคนที่ยังวิตกเรื่องที่สหรัฐ ยังติดพันสงครามในอิรักกับอัฟกานิสถาน ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีโอบาม่า ได้ประกาศว่า สหรัฐจะให้ความช่วยเหลือด้านศักยภาพเพียงอย่างเดียว เพื่อคุ้มครองชีวิตพลเรือนและเพื่อบังคับใช้เขตห้ามบิน และจะไม่ยอมกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปอย่างเด็ดขาด

มีความเสี่ยงที่พักเอกกัดดาฟีจะไม่ยอมจำนนง่าย ๆ เพียงแค่การถูกถล่มทางอากาศ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า สหรัฐกับพันธมิตรมีทรัพยากรเพียงพอที่จะเอาชนะศึกครั้งนี้หรือไม่ และที่สำคัญคือ กว่าจะลงมือถล่มลิเบีย ก็ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมา 22 วัน นับตั้งแต่กองกำลังของพันเอกกัดดาฟีเริ่มเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วง ผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค ให้ความเห็นว่า ภารกิจการโค่นอำนาจพันเอกกัดดาฟี ไม่ได้ยากเย็น ถ้าการโจมตีเริ่มตั้งแต่ฝ่ายต่อต้านเริ่มได้เปรียบ แทนจะรอจนฝ่ายต่อต้านถูกกองกำลังฝ่ายรัฐบาล ไล่ถล่มจนถอยร่นไปอยู่ในที่มันในเบนกาซีและพื้นที่โดยรอบทางภาคตะวันออก และตอกย้ำด้วยถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโอบาม่า ที่ว่าเป้าหมายของการโจมตีมีขีดจำกัดอยู่ที่การปกป้องชีวิตพลเรือน และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงประชาชน ขณะที่พลเรือเอกมุลเลน ก็พูดอย่างคลุมเครือในทำนองว่า ต้องการให้กองกำลังของฝ่ายรัฐบาล กลับไปอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้บอกว่า ฝ่ายต่อต้านควรจะทำอย่างไรต่อไปภายใต้การคุ้มครองกองกำลังพันธมิตร

ส.ส. โฮเวิร์ด พี. แม็คคีออน จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารของสภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคำถามว่า เป้าหมายของสหรัฐคือการปกป้องพลเรือนในลิเบียจริงหรือ หรือเพื่อโค่นอำนาจพันเอกกัดดาฟี่ แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ทรัพยากรทางทหารจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศ มองว่า ถ้าพันเอกกัดดาฟียังอยู่ในอำนาจ ก็จะทำให้สหรัฐและภารกิจที่ได้รับการสนับสนุนสหประชาชาติ ถูกมองว่า ล้มเหลว ซึ่งเมื่อประธานาธิบดีโอบาม่าบอกว่า พันเอกกัดดาฟี่ต้องไป แต่เมื่อเขาไม่ไป อเมริกาก็จะเสียเครดิตในสายตาชาวโลก