
มาร์คย้ำตำรวจเป็นกลางช่วงเลือกตั้ง
"อภิสิทธิ์"เปิดงานสัมมนาตำรวจทั่วประเทศกว่า 1 พันนาย ย้ำช่วงเลือกตั้งต้องวางตัวเป็นกลางทำให้ประชาชนเชื่อถือ ด้าน"ผบ.ตร."เน้นย้ำหัวหน้าสถานีบริการประชาชนด้วยหัวใจดุจญาติพี่น้อง ควบคู่ปราบยาเสพติด
เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 21 มีนาคม ที่ห้องประชุมแกรนด์ไดม่อนส์ บอลลูน อิมแพค เมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีการเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวหน้าสถานีตำรวจ ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน โดยมีหัวหน้าสถานีตำรวจจากทั่วประเทศ 1,459 นาย เข้ารับฟังการอบรม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า องค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นต้นทางหรือต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม พนักงานสอบสวนเป็นกลไกหรือเป็นด่านแรกที่จะต้องรับทราบปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชน มีหน้าที่ในการแก้ปัญหาเปล่านั้นในเบื้องต้น ด้วยศักยภาพของพนักงานสอบสวนจึงมีความสำคัญ เป็นตัวบ่งชี้ความพอใจของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เล็งเห็นถึงความสำคัญของบทบาทหัวหน้าสถานีตำรวจและพนักงานสอบสวน จึงจัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวหน้าสถานีตำรวจ ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนขึ้น เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจของพนักงานสอบสวนนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดที่เป็นเครือข่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี หรือธรรมาภิบาลตามนโยบายของรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนการทำงานของตำรวจโดยเฉพาะปรับปรุงโครงสร้างต่างๆให้มีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญเรื่องสวัสดิการและขวัญกำลังใจของข้าราชการตรวจ โดยเฉพาะในส่วนของพนักงานสอบสวน ส่งเสริมการสนับสนุนเรื่องสวัสดิการค่าตอบแทนขวัญและกำลังใจต่างๆ สิ่งที่พี่น้องประชาชนคาดหวังก็คือการทำงานที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหายาเสพติดและปัญหาอาชญากรรม รัฐบาลต้องมุ่งตอบสนองแก้ปัญหาที่ประชาชนเรียกร้อง ปรับระบบการทำงานเสริมสร้างองค์ความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ซึ่งผมเชื่อมั่นในศักยภาพของตำรวจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ลุล่วงไปได้ด้วยความตั้งใจ ทั้งเรื่องยาเสพติดและเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อต้นปีรัฐบาลได้ประกาศแผนปฏิบัติการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินประชาชน ลดอาชญากรรม และแก้ไขปัญหายาเสพติด สนันสนุนให้มีการบูรณาการทั้งในเรื่องของกำลังพลและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น กล้องวงจรปิด ซึ่งเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขสถิติต่างๆเป็นไปตามเป้าหมาย โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เร่งขยายผลในส่วนนี้ไปสู่ปริมณฑลและมีความตั้งใจที่จะดำเนินการโครงการนี้ในชุมชนที่เป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ต่อไปด้วย
นอกจากนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วงที่มีการเลือกตั้งทั่วไป อยากเน้นย้ำว่าในภาวการณ์แข่งขันทางการเมืองมีความเข้มข้น ซึ่งตำรวจจะต้องเป็นกลไกสำคัญ ในการที่จะบังคับใช้กฎหมายดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม วางตัวเป็นกลาง และกำหนดแผนดูแลรักษาความปลอดภัยของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัคร ผู้สนับสนุน และประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การทำงานของตำรวจได้รับความเชื่อถือ ไว้วางใจและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย
ซึ่งบทบาทของพนักงานสอบสวน ระดับหัวหน้าพนักงานสอบสวนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบังคับใช้กฎหมาย เป็นภารกิจหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการทำงานต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ การสัมมนาครั้งนี้เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ และเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับประชาชนที่จะได้รับการบริหารที่มีคุณภาพจากข้าราชการตำรวจต่อไป
ด้าน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. กล่าวว่า โครงการอบรมพนักงานสอบสวนครั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน จะต้องมีความรู้ทุกๆด้าน นำมาประยุกต์ใช้กับงานสืบสวนสอบสวน เพื่อพัฒนาระบบการอำนวยความยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและเป็นธรรมต่อประชาชน
ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ให้ความรู้ ความเข้าใจถึงบทบาทหัวหน้าสถานีกับ กต.ตร. ตลอดจนความรู้ด้านกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับที่เกี่ยวกับงานกำกับดูแลและควบคุมการสอบสวนคดีอาญา เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนในฐานะผู้ให้บริการ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังคำขวัญที่ว่า “บริการดุจญาติ พิทักษ์ราษฎ์ดุจครอบครัว”
ทั้งนี้สถานีตำรวจจะเป็นกำลังหลักในการป้องการปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะการป้องกันปราบปรามยาเสพติด ให้หัวหน้าสถานีมีความมั่นใจในการใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการกับผู้ต้องหายาเสพติดและขยายผลจับกุมต่อไป โดยมี พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งเป็นผู้ชำนาญด้านการสอบสวน และ พล.ต.ท.วุฒิ วิฑิตานนท์ อดีต ผบช.ภ.5 มาให้แนวทางในการดำเนินการกับผู้ต้องหายาเสพติด เรื่องการใช้กฎหมายฟอกเงินในการปราบปรามยาเสพติด
โดยเน้นย้ำหัวหน้าสถานีตำรวจ 1,459 นาย ให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ในการบริการประชาชน นอกเหนือจากการป้องกันปราบปรามยาเสพติด ซึ่งแท้จริงแล้วการบริการประชาชน เป็นหัวใจในการทำงานของตำรวจที่ต้องให้บริการประชาชนดุจญาติพี่น้อง
ขณะที่ พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะมีกฎหมายอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน คือ พ.ร.บ.ปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยกฎหมายฉบับนี้จะให้อำนาจเจ้าพนักงาน ปปส. สามารถที่จะยึดทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดและเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดกับผู้ค้ายาเสพติดได้
เมื่อยึดของกลางแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี อีกส่วนคือเรื่องกฎหมายฟอกเงิน โดยทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดที่นำเอาไปเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นที่เรียกว่าฟอกเงิน ทำให้เงินที่ได้จากการกระทำผิดเป็นเงินบริสุทธิ์ ก็จะมีความผิดฐานกฎหมายฟอกเงินด้วย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินได้ด้วย จากนั้นจะให้เจ้าของทรัพย์สินมาตรวจสอบพร้อมบอกที่มาที่ไปของทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งหากไม่สามารถบอกได้ก็จะทำการยึดทรัพย์
พล.ต.ท.ชัชวาลย์ กล่าวว่า ส่วนผู้กระทำความผิดก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ถ้าทรัพย์ที่ยึดมาไม่สามารถตรวจสอบได้ก็จะนำเข้าสู่กระบวนตรวจสอบด้านภาษี ว่าทรัพย์สินที่ได้มาทั้งหมดมีการเสียภาษีหรือไม่อย่างไร ทั้งหมดนี้ก็เป็นมาตรการเพื่อให้หัวหน้าสถานีช่วยกันขยายผลในการจับกุมผู้เสพไปสู่ผู้ค้ายาเสพติดทั้งรายใหญ่และรายย่อย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการมากกว่าไปจับกุมผู้เสพและผู้ครอบครองยาเสพติดรายเล็ก
พล.ต.ท.ชัชวาลย์ กล่าวต่อว่า ส่วนสถิติตัวเลขการจับกุมคดียาเสพติดปัจจุบันมีมากขึ้น เนื่องจากมีการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวด แต่ความประสงค์ของเจ้าหน้าที่คือการจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ ส่วนผู้เสพและผู้ครอบครองรายย่อยก็มีกฎหมายฟื้นฟูอยู่แล้ว ซึ่งเราก็จะดูแลเหมือนเป็นผู้ป่วย โดยจะนำข้อมูลที่ได้ไปขยายผลจับกุมรายใหญ่จ่อไป ทั้งนี้ในการปราบปรามถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนการป้องกันก็จะทำทุกส่วนตามยุทธศาสตร์ 5 รั้วป้องกัน เพื่อให้คนรู้เท่าทันไม่ให้หันไปเสพยาเสพติดอีก



