ข่าว

"กต."ย้ำให้คนไทยในญี่ปุ่นลงทะเบียน

"กต."ย้ำให้คนไทยในญี่ปุ่นลงทะเบียน

21 มี.ค. 2554

"กต."ย้ำให้คนไทยในญี่ปุ่นลงทะเบียนเพื่อความสะดวกในการติดต่อแจ้งข่าวสาร "กรอ."เตือน 4 อุตสาหกรรมอาจรับผลกระทบภัยญี่ปุ่น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามข่าวสารใกล้ชิด

 (21มี.ค.)  นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่น โดยย้ำขอให้คนไทยในประเทศญี่ปุ่นมาลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว หรือสถานกงสุลใหญ่ ณ โอซากา เพื่อความสะดวกในการติดต่อแจ้งข้อมูลข่าวสาร

 พร้อมขอให้ผู้ที่ยังอาศัยแถบจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบให้อพยพออกจากพื้นที่ โดยให้ไปอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของญี่ปุ่น หรือเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งการบินไทย มีที่นั่งโดยสารในราคาพิเศษรองรับ ส่วนตัวเลขการติดต่อคนไทยในญี่ปุ่นตามที่มีญาติแจ้งมายังคงตัวเลขเท่าเดิม คือ ติดต่อได้แล้ว 1,317 คน เหลือ 465 คน ที่ยังไม่สามารถติดต่อได้ ส่วนสถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ปริมาณของสารกัมมันตรังสียังอยู่ในระดับที่ยังไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ

กรอ.เตือน 4 อุตสาหกรรมอาจรับผลกระทบภัยญี่ปุ่น

 เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 2/2554 พิจารณาข้อเสนอภาคเอกชนในประเด็นด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ 5 ประเด็นและมีข้อสรุป ดังนี้ 1. รับทราบความคืบหน้าการกำหนดจำนวนที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับคนพิการเข้าทำงานและจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่ง ก.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ก.แรงงาน ได้ดำเนินการสำรวจคนพิการในวัยแรงงาน และทางเลือกซึ่งนายจ้างและเจ้าของสถานประกอบการสามารถดำเนินการแทนการจ้างงานคนพิการ เช่น การให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าและบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ ซึ่งที่ประชุมขอให้ ก.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ก.แรงงาน เร่งรัดการจัดทำฐานข้อมูลคนพิการในวัยแรงงาน

 2. รับทราบความคืบหน้าแนวทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยปี 2554 ซึ่งก.การท่องเที่ยวและกีฬาได้ประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาทบทวนความเหมาะสมและความจำเป็นของมาตรการจูงใจที่ใช้กระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดยที่ประชุมมอบหมายให้ สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ กรอ. ติดตามเรื่องการลดหย่อนค่าประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมจาก 3.0 เท่าเหลือ 1.5 เท่าของยอดการใช้ไฟฟ้าแต่ละเดือน และการเก็บค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรมซ้อนระหว่าง ก. มหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 3. รับทราบผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ที่มีต่อประเทศญี่ปุ่น เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยในเบื้องต้น ซึ่งคณะกรรมการ กรอ. ให้ติดตามแหล่งเงินทุนที่ประเทศญี่ปุ่นจะใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ หากญี่ปุ่นนำเงินจากภายนอกประเทศมาใช้ในการฟื้นฟู อาจกระทบเงินลงทุนจากต่างประเทศในไทยได้ โดยในเบื้องต้น คาดการณ์ว่าญี่ปุ่นจะดำเนินการฟื้นฟูอย่างเป็นขั้นตอน บริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นว่าญี่ปุ่นจะสามารถจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ผลกระทบต่อประเทศไทยในปัจจุบันยังมีค่อนข้างจำกัดทั้งด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยต่อประชาชนไทย (ในประเด็นอากาศ อาหารปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีและผู้เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น)

 อย่างไรก็ตามขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามข่าวสารข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไทยที่อาจได้รับผลกระทบ เช่น อุตสาหกรรมกล้วยไม้ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยางพารา รวมทั้งติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ตลอดจนแนวทางการฟื้นฟูของประเทศญี่ปุ่นซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้น และการให้ความช่วยเหลือในระดับสูงจากภาครัฐและเอกชนไทยต่อประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างแน่นแฟ้นเป็นเวลานาน

 4. คณะกรรมการ กรอ. พิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เรื่อง การเร่งรัดกระบวนการแลกเปลี่ยนสัตยาบันอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสหภาพพม่า ซึ่งประเทศไทยได้มีการเจรจาและลงนามอนุสัญญาภาษีซ้อนกับสหภาพพม่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ โดยที่ประชุมมอบหมาย ก. การคลัง และ ก. การต่างประเทศจัดทำรายละเอียดให้ สศช. เพื่อจัดเตรียมข้อมูลให้แก่ รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์
สุวรรณคีรี) ซึ่งจะเดินทางไปเยือนสหภาพพม่าสิ้นเดือนมีนาคมนี้

 5. คณะกรรมการ กรอ. พิจารณาเรื่อง การปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ ซึ่งเป็นข้อเสนอของ กกร. ที่ต้องการให้รัฐบาลชะลอการพิจารณาและดำเนินการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตออกไปเป็นเวลา 1 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้มีการศึกษาร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชนถึงข้อเท็จจริงของเทคโนโลยียานยนต์ในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงวิธีปฏิบัติและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการบังคับใช้ ตลอดจนผลกระทบด้านอื่นๆ อย่างรอบคอบก่อนประกาศบังคับใช้
ที่ประชุมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า การปรับโครงสร้างภาษีนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ข้อ ประกอบด้วย

1. การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2. การดูแลสิ่งแวดล้อมโดยการลดมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ 3. การปรับปรุงความปลอดภัยของยานยนต์ หากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์สามารถปรับได้ตามวัตถุประสงค์เหล่านี้ ภาระภาษีจะลดลงเมื่อเทียบกับโครงสร้างภาษีปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการปรับตัวให้แก่ผู้ประกอบการประมาณ 3 ปี

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดตัวเลขค่ามาตรฐานที่เหมาะสม ซึ่งที่ประชุมมีมติมอบหมายให้ ก. อุตสาหกรรม ก. การคลัง และ ก. พลังงาน พิจารณาผลกระทบจากการปรับโครงสร้างภาษีต่อผู้ประกอบการว่ามีความได้เปรียบ-เสียเปรียบอย่างไร และกรอบระยะเวลาที่เป็นไปได้ในการปรับตัวโดยให้มีการหารือระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับกับกลุ่มบริษัทยานยนต์ที่อยู่ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อรับข้อมูลมาประกอบการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง