
อัดซักฟอกปาหี่แนะโละเหตุจับโกงไม่ได้
อธิการนิด้า อัดซักฟอกปาหี่เสนอโละอภิปรายไม่ไว้วางใจ เหตุไร้ผลจับรมต.ขี้โกงไม่ได้ เปิดทางนักการเมืองต่อรองผลประ โยชน์แลกยกมือ แนะใช้กมธ.- อัย การ สอบสวนแทนถ้าส่อทุจริต ฟ้องศาลทันที
(20มี.ค.) นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวกับ "สำนักข่าวเนชั่น” ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งล่าสุด ว่า เป็นเพียงแค่เกมการเมือง ที่นักการเมืองเล่นปาหี่ให้ประชาชนดูเท่านั้น ประชาชนไม่ได้ประโยชน์เพราะได้ฟังเพียงข้อกล่าวหาไปมาเท่านั้น ไม่รู้ความจริงคืออะไร ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองมากขึ้น นอกจากจะจัดการกับรัฐมนตรีที่ทุจริตไม่ได้แล้ว ยังเปิดทางให้นักการเมืองสร้างความไม่โปร่งใสทางการเมือง โดยเฉพาะส.ส.จะต่อรองให้รัฐมนตรีตต้องดูแลส.ส.ในมุ้งเพื่อให้ยกมือโหวตให้
อธิการบดีนิด้า กล่าวว่า ในความเป็นจริงการยกมือไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฟังข้อมูลอภิปรายแต่ขึ้นอยู่กับมติของพรรคหรือกลุ่มนั้นๆซึ่งบางพรรคกำหนดกันก่อนที่จะอภิปรายด้วยซ้ำว่าจะยกมือให้ใครและไม่ยกให้ใคร ฉะนั้นการอภิปรายจึงไม่เกิดประโยชน์ใดๆ หลายประเทศที่พัฒนาประชาธิปไตยไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแต่ใช้การตรวจสอบโดยระบบกรรมาธิการและกระบวนการยุติธรรม
นายสมบัติ กล่าวว่า คณะกรรมการฯจึงเสนอให้ยกเลิกการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แล้วให้ใช้กลไกคณะกรรมาธิการ ที่ต้องออกแบบให้เข้มข้นมีอำนาจสั่งรัฐมนตรี ที่ส่อว่าทุจริตมาใต่สวน ถ้าไม่มาติดคุก มีอัยการพิเศษร่วมฟังการใต่สวนหากมีมูลความผิดก็ส่งฟ้องศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทันที ส่วนถ้าเป็นเรื่องทั่วไปก็สามารถตั้งกระทู้ถามรัฐบาลได้ตากปกติ ขณะเดียวกันคณะกรรมการฯได้เสนอให้ปรับปรุงกลไกของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ต้องทำคดีที่ส่อว่านักการเมืองจะทุจริตในวงเงินมากๆก่อนไม่ใช่ปล่อยให้คดีกองอยู่ในนั้นเป็นพันหรือหมื่นเพื่อรอวันที่หมดอายุความเพื่อจำหน่ายทิ้งในที่สุด
ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคะแนนลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนไว้วางใจน้อยกว่ารัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเชื่อว่าไม่กระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะคะแนนมีความต่างเพียงเล็กน้อย อีกทั้งหากผลคะแนนห่างกันไม่เกิน 5 คะแนนถือว่าไม่มีนัยสำคัญทางการเมือง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 10 ครม.เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า สวนดุสิตโพลล์สำรวจความเห็นประชาชนแล้วพบว่า คะแนนเต็ม 10 ในการอภิปรายครั้งนี้ของฝ่ายรัฐบาลพบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ 5.81 นายนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังได้ 5.21 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ 5.04 นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีทีได้ 4.95 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีได้ 4.89 นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ได้ 4.77 นายกษิต ภิรมย์ได้ 4.76 นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทยได้ 4.70 นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ได้ 4.64 นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศได้ 4.52
ส่วนคะแนนเต็ม 10 ที่ส.ส.ฝ่ายค้านได้รับมีดังนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงได้ 6.42 นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ได้ 6.20 นายจตุพร พรหมพันธุ์ได้ 6.17 ร.ต.ท.ชวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริได้ 6.09 นส.ฐิติมา ฉายแสงได้ 6.06 นายพีระพันธุ์ พาลุสุขได้ 6.05 นายเจริญ จรรย์โกมลได้ 6.04 นส.อรุณี ชำนาญยาได้ 5.96 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ได้ 5.92 นายไชยา พรหมมาได้ 5.90 นายดนุพร ปุณณกันต์ได้ 5.89
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคประเมินการอภิปรายครั้งนี้แล้วพบว่า คะแนนเต็ม 10 ทีมอภิปรายของพรรคนั้นที่นำโดยนายมิ่งขวัญ พรรคให้ 7.9 ส่วนนายอภิสิทธิ์ได้ 5.01 โดยผลคะแนนไม่สอดคล้องกับสวนดุสิตโพลล์ มันสะท้อนว่าการทำงานของรัฐบาลนั้นใช้วิธีพวกมากลากไป โดยเฉพาะการชี้แจงของนางพรทิวานั้น ประชาชนระบุว่าไม่รู้เรื่อง แต่นางพรทิวากลับได้รับการไว้วางใจจากส.ส.มากที่สุดเช่นเดียวกับนายชวรัตน์ที่ได้อันดับที่สอง โดยสองคนนี้ได้รับคะแนนไว้วางใจมากกว่านายอภิสิทธิ์นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่าละอาย มันแปลกแต่จริงเพราะมีข้อมูลว่า คืนหมาหอนก่อนวันลงมตินั้นมีการล็อบบี้วิ่งกันฝุ่นคลุ้งนั้นจริงหรือไม่ เพราะส.ส.ระบุว่ามีการวางมัดจำและจ่ายเงินแปดหลักเพื่อแลกผลการลงมติ เพื่อนำไปใช้หาเสียงเลือกตั้งเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า มือใหม่ในการอภิปรายของพรรคเช่นน.ส.อรุณี และนายดนุพรยังได้รับคะแนนจากดุสิตโพลล์มากว่านายอภิสิทธิ์ สายตาประชาชนมองว่ารัฐบาลนี้สอบตกไปแล้ว แต่ยังหลอกตัวเอง แม้แต่ผียังอายรัฐบาลเลย การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายใน 45 วันตามที่นายกฯประกาศไว้นั้น ถือว่าเป็นสัญญาประชาคมไปแล้ว ฉะนั้นจากนี้ไปรัฐบาลไม่ควรอนุมัติโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการที่เอื้อประโยชน์ต่างตอบแทนแบบทิ้งทวนหวังผลการเมือง เพราะวันนี้รัฐบาลนับถอยหลังแล้ว และควันหลงการอภิปราย คณะทำงานพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมสิ่งต่างๆจากครม.ในการอภิปรายเพื่อเป็น 20 คำถามที่ตอบไม่ตรงประเด็น เลี่ยงบาลี แจกจ่ายให้ประชาชนหลายแสนเล่ม เช่น กรณีภาษีบุหรี่ 6.8 หมื่นล่านบาท กรณีน้ำมันปาล์ม กรณีทุจริตสลากการกุศล 1.39 หมื่นล้าน กรณีการปั่นหุ้นและซื้อดาวเทียมไทยคม กรณีการเอื้อประโยชน์กับบ.ทรูเรื่อง 3G กรณีการเอื้อประโยชน์ของนายองอาจ กรณีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยและการซื้อขายตำแหน่ง กรณีการซื้อหัวรถจักรเจ็ดหัวและรถตู้เอ็นจีวี
กรณีการขายแป้งมันสำปะหลังแบบจีทูจีให้สามบริษัทและการขายสต็อกข้าวรวมทั้งการแจกขาวถุงพระราชทาน กรณีการครอบครองที่ดิน 700 ไร่ที่จ.นครพนม กรณีความล้มเหลวการทูต และกรณีการสลายการชุมชุม เป็นต้น โดยฝ่ายค้านจะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปขยายผล เพื่อนำความจริงไปสู่ประชาชนว่า สิ่งเหล่านื้คือประเด็นที่รัฐบาลนี้บริหารล้มเหลวและทุจริต



