
เรื่องเงินที่เห็นและเป็นอยู่
หนึ่งสิ่งที่โลกมองเห็น หลังจากที่คลื่นยักษ์สึนามิความสูง 10 เมตรถาโถมเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน คือ น้ำอดน้ำทนและจิตใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของคนญี่ปุ่น ที่ว่ากันว่า อาจจะมากกว่าชาติใดในโลก แม้ทุกข์จะถาโถม แผ่นหลังไม่อาจเหยียดตรง แต่แววตาของ
อีกหนึ่งสิ่งที่โลกมองเห็น คือ ความมีวินัย แม้อาหารและเครื่องนุ่งห่มจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่การรอรับความช่วยเหลือ หรือแม้กระทั่งการหาซื้อของกินของใช้ ยังปราศจากความวุ่นวาย และเต็มไปด้วยระเบียบวินัย
ว่ากันว่า “วินัย” ของคนญี่ปุ่นนั้นถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก จนอยู่ในสายเลือด หมายรวมถึง “วินัยทางการเงิน” และ “วินัยทางการคลัง” ที่แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะประสบปัญหาตกต่ำอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา และกินเวลายาวนานกว่า 10 ปี แต่ญี่ปุ่นยังจัดเป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยขนาดทุนสำรองที่มากเพียงพอต่อการเผชิญวิกฤติแห่งภัยธรรมชาติในครั้งนี้
แม้จะเกิดความสูญเสีย ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ และความสูญเสียดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว ด้วยระดับทุนสำรองที่เป็นฐานรองรับความมั่นคงของประเทศ และด้วยความอดทนที่เป็นฐานรองรับความมั่นคงแห่งชีวิต ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นไม่หนักหนาสาหัสเมื่อเทียบกับเหตุการณ์เดียวกัน ความเสียหายในระดับใกล้เคียงกันที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ
ขณะที่สิ่งหนึ่งที่เราและโลกต่างร่วมกันเห็น คือ ความผันผวนแปรปรวนที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ ภัยพิบัติที่ไม่เคยเห็นกลับเกิดขึ้น แม้กระทั่งสภาพอากาศในเมืองไทยช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก็กลายเป็นประเด็นที่ต้องพูดถึง เนื่องด้วยไม่มีใครเคยคิดว่า จะต้องใช้เสื้อกันหนาวในช่วงกลางเดือนมีนาคม เดือนที่เข้าข่ายว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ร้อนที่สุด
ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ ไม่เพียงแค่สภาพอากาศ แต่ยังหมายรวมถึงภาวการณ์ลงทุน ความเป็นไปของการเคลื่อนย้ายและไหลเวียนของเงิน ที่จับทิศจับทางยากขึ้นทุกที
กระแสหลักอย่างหนึ่งที่เห็นชัดขึ้นและไม่น่าผิดเพี้ยน คือ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ที่ธนาคารกลางแต่ละชาติใช้เป็นตัวต้านเงินเฟ้อ ซึ่งนับวันยิ่งชัดขึ้น จากแนวโน้มข้าวของราคาแพง การถีบตัวของราคาน้ำมัน รวมถึงธนาคารกลางของไทยที่การประชุม 2 ครั้งแรกของปีนี้ มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องทั้ง 2 ครั้ง
สิ่งที่ตามมาคือ การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อย่างทันท่วงที ทั้งเงินฝากและเงินกู้ รวมถึงการออกแคมเปญเพื่อระดมดอกเบี้ยเงินฝากชุดใหญ่ที่ออกมาสร้างความหวั่นไหวให้แก่ผู้ฝาก
เท่าที่จำได้ น่าจะเป็นธนาคารกสิกรไทยที่ออกแคมเปญใหม่มาเป็นรายแรกหลังจากที่แบงก์ชาติปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น เป็นแคมเปญที่คุณศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยบอกว่า ให้ดอกเบี้ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กับแคมเปญ “เงินฝากดอกเบี้ยสูงพุ่งพรวด” เงินฝากประจำ 16 เดือน ที่จ่ายดอกเบี้ยเป็นขั้นบันได โดยเดือนที่ 1-4 จ่ายอัตราดอกเบี้ย 1.75% ต่อปี เดือนที่ 5-8 อัตราดอกเบี้ย 2.25% ต่อปี เดือนที่ 9-12 อัตราดอกเบี้ย 3.75%ต่อปี เดือนที่ 13-16 อัตราดอกเบี้ย 6.00% ต่อปี
สิริรวมแล้ว แคมเปญนี้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.44% ต่อปี หักดอกเบี้ยเงินฝาก 15% คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 2.92%
ขณะที่ธนาคารกรุงไทย โดยคุณนงนุช เทียนไพฑูรย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย บอกว่า ธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์เงินออมให้ลูกค้าเลือกลงทุน ได้แก่ เงินฝากเคทีบีเบิร์ธเดย์ โบนัส 15 เดือน ซึ่งเป็นเงินฝากประจำ 15 เดือน รับฝากขั้นต่ำครั้งละ 1 หมื่นบาท จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน โดยเดือนที่ 1-5 จ่ายในอัตรา 1.80% ต่อปี เดือนที่ 6-10 จ่ายในอัตรา 2.20% ต่อปีและเดือนที่ 11-15 จ่ายในอัตรา 6.50% ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของแบงก์กรุงไทยอยู่ที่ 3.50% เมื่อหักดอกเบี้ยเงินฝาก 15% แล้ว ผลตอบแทนสุทธิอยู่ที่ 2.975%
ประเด็นปัญหา คือ ดอกเบี้ย “พุ่งพรวด” แบบนี้ทั้งล่อตาและล่อใจให้ผู้ฝากเงิน อยากจะ “ละเมิด” วินัยของตัวเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีเงินฝากประจำนอนแช่อยู่ในแบงก์ และยังไม่ครบดีล ที่อยากจะยอม “สละ” ดอกเบี้ยเก่า แล้วโผมาหาดอกเบี้ยใหม่ที่มากขึ้น
ดิฉันมีหลักคิดในใจ และบังเอิญเป็นหลักเดียวกับที่สอบถามจากหลายๆ ท่าน ซึ่งล้วนคิดคล้ายกันว่า เงินฝากที่ฝากไปแล้วยังไม่ครบดีล ไม่ควรโยกย้ายหรือปรับเปลี่ยน เพราะควรจะรับผลตอบแทนจากบัญชีนั้นให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้ามีเงินก้อนใหม่ ก็ค่อยสรรหาแคมเปญใหม่ๆ หรือถ้าโชคดีเป็นเงินฝากที่ครบดีลแล้ว ก็สามารถล็อกผลตอบแทนจากแคมเปญเงินฝากประจำรอบใหม่ได้
แต่สิ่งที่เราและโลกต่างรู้ คือ ทิศทางดอกเบี้ยยังเป็น “ขาขึ้น” ซึ่งแน่นอนว่า แบงก์จะพยายามหาทาง “ล็อก” ผลตอบแทน “คงที่” ให้นานที่สุด เพราะดอกเบี้ยเงินฝากที่เพิ่มขึ้นเป็น “ต้นทุน” ที่เพิ่มขึ้นของแบงก์ ถ้าอยากได้ประโยชน์สูงสุดจากสถานการณนี้ ก็ต้องทำสวนทาง นั่นคือ เมื่อแบงก์อยากล็อกยาว เราต้องล็อกสั้น เพื่อรอการขยับของดอกเบี้ยรอบใหม่
ประเด็นคือ เมื่อไหร่จะล็อกยาว คำตอบคือ เมื่อดอกเบี้ยเข้าใกล้จุดที่สูงที่สุด คำถามคือ แล้วเมื่อไหร่ คำตอบคือ คาดกันว่าดอกเบี้ยนโยบายจะขยับได้อีก 1% ในปีนี้
ขณะที่สิ่งที่ต้องระวัง คือ บางทียิ่งคิดมากคิดซับซ้อนและสับสน หันมามองเงินตัวเองแค่ก้อนนิดเดียว แต่ดิ้นรนกับผลต่างแค่ 1% จนหมดความสุข หนำซ้ำเห็นดอกเบี้ยสูง กระโดดไปล็อกยาว จนหลายครั้งกลายเป็นล็อกตัวเอง เพราะมีเรื่องต้องใช้เงินรออยู่ แต่กลับเอาเงินออกมาใช้ไม่ได้
เขียนมาตั้งไกล สุดท้ายกลายเป็นเรื่องของ “ปัจเจก” เพราะไม่มีชีวิตใครที่เหมือนกัน
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



