
ชี้ไทยไร้ยุทธศาสตร์ตั้งรับทุนจีน
"พรทิวา" จี้ผู้ประกอบการไทยอาศัยช่องทางค้าเสรีขยายลงทุนในจีนให้มากขึ้น พบมูลค่าการค้ารวมขยายตัวต่อเนื่อง ปี 53 สูงถึง 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ นักวิชาการเผยไทยยังไร้แผนตั้งรับทุนจีนที่กำลังรุกคืบ
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "อาเซียน-จีน โอกาสประเทศไทย" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่าข้อตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ)อาเซียน-จีน เป็นข้อตกลงที่สำคัญมากของอาเซียน โดยเป็นข้อตกลงแรกที่อาเซียนลงนามกับคู่ค้า มีผลตั้งแต่ปี 2548 ทำให้การค้าขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับไทยที่เมื่อปี 2546 ก่อนข้อตกลงมีผลบังคับใช้ มีมูลค่าการค้ารวม 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 2.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2549 ล่าสุดปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 4.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ จีนให้ความสำคัญกับข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน มากโดยในปี 2553 จีนให้อาเซียนกู้ 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้จีนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนนี้ด้วย ขณะที่การลงทุนของไทยไปจีนยังต่ำมาก แต่เชื่อว่านักธุรกิจไทยมีศักยภาพสูง จึงอยากจะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงอาเซียน-จีน ให้เป็นแต้มต่อในการเข้าไปลงทุน
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ทุนจีนที่กำลังรุกเข้ามาในไทยที่เห็นได้ชัด คือโครงการไชน่า คอมเพล็กซ์ และการลงทุนรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งมองว่าจีนมียุทธศาสตร์ในการรุกคืบเข้ามาในอาเซียนอย่างมีรูปแบบ แผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จในช่วงเดียวกับการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มีผลบังคับใช้ในปี 2558 ประเด็นที่ตั้งคำถามในขณะนี้คือว่าไทยจะใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้อย่างไร และมีแผนรับมือหรือตั้งรับกับทุนจีนและสินค้าต้นทุนต่ำจากจีนแล้วหรือยัง ซึ่งตนมองว่าในขณะนี้ยังไม่มี



