ข่าว

รับหน้าชื่น

รับหน้าชื่น

19 มี.ค. 2554

ความเหลื่อมล้ำในประเทศเกี่ยวกับถือครองที่ดิน ที่รัฐบาลรับเรื่องจากคณะกรรมการปฏิรูปเสนอให้มีการครอบครองที่ดินครอบครัวละไม่เกิน 50 ไร่ มาพิจารณาแต่ ครม.ไม่ผ่านเมื่อวันอังคารก่อนโน้น กลายเป็นเรื่องจริงผ่านจอ เมื่อพรรคฝ่ายค้านซักฟอก ศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรฯ

 ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผยในสภาฟังแล้วถ้าเป็นเรื่องจริง ก็น่าตกใจไม่น้อย เพราะที่ดินที่น่าจะเป็นของรัฐและนำไปจัดสรรให้แก่ผู้ที่ต้องการจะทำอาชีพเกษตรกรรมรวมแล้วกว่า 2 หมื่นไร่ อยู่ในการครอบครองของคนเพียง 4 คน
 
 หนึ่งในนั้นคือ ศุภชัย โพธิ์สุ ที่ระบุว่าถือครอง 200 ไร่
 
 ตามหลักเกณฑ์แล้วผู้ที่ต้องการจะทำอาชีพการเกษตรก็จะได้รับการจัดสรรที่ดินให้ไม่เกิน 50 ไร่ แต่อาจจะเกินได้ ถ้าเจรจามีเหตุมีผล
 
 ฟังจากการชี้แจงของศุภชัย เข้าใจว่า ได้ที่ดินผืนนี้มาช่วงที่ยังเป็นครู ซึ่งคนย่านนั้นเรียกว่า "ครูแก้ว" ตรงนี้ก็น่าข้องใจเหมือนกันว่า "อาชีพครู" อยู่ในคุณสมบัติของผู้ที่ขอเข้าจับจองที่ดินเพื่อทำการเกษตรได้หรือไม่
 
 แต่เอาเถอะเรื่องนี้คงจะต้องรอการพิสูจน์ แต่ที่เห็นและมีการยอมรับกันกลางสภาก็คือ การครอบครองที่ดินขนาด 200 ไร่ เกินกว่าที่รัฐจัดสรรให้แก่บุคคลที่ต้องการทำอาชีพการเกษตรได้อย่างไร
 
 สอง...ครูแก้ว ยอมรับกลางสภาด้วยว่า ได้ซื้อสิทธิ์การครอบครองที่ดินของรัฐจากคนอื่น !
 
 ซ้ำยังบอกด้วยว่า ได้ถามไปยังที่ดินจังหวัดนครพนมแล้วว่า ครอบครองได้หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ได้
 
 สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นขัดต่อหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินของรัฐอย่างสิ้นเชิง
 
 เพราะเจตนาการจัดสรรที่ดินของรัฐนั้น ก็เพื่อให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินได้เข้าทำการเกษตร โดยให้ตกทอดแก่ทายาทได้ แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อขายถ่ายโอนให้คนอื่นที่ไม่ใช่ทายาท
 
 ศุภชัย จึงน่าจะเป็นอีกคนที่น่าหวาดเสียวแทน จากที่ที่เข้าไปครอบครองที่ดินที่ว่า ถึงจะบอกอย่างหน้าชื่นตาบานว่าซื้อเขามา
 
 ประเด็นมันไม่ใช่เรื่องที่ว่า ซื้อมา หรือ ข่มขู่ เอามา แต่ประเด็นคือว่า การได้มาซึ่งที่ดินนั้น ได้มาโดยชอบหรือไม่
 
 เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เพราะนอกจาก ศุภชัย แล้วยังมีรายใหญ่อีก 3 ราย ที่ถือครองกันเป็นพันๆ หมื่นๆ ไร่ ที่เข้าไปครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งจัดสรรให้แก่คนยากจน
 
 แต่ที่น่าทึ่งก็คือ ยุคนี้สมัยนี้ เขายอมรับกันหน้าชื่นแล้วหรือว่า ได้ครอบครองที่ดินที่ตนไม่ควรจะได้

ศรายุทธ สายคำมี [email protected]