
รับหน้าชื่น
ความเหลื่อมล้ำในประเทศเกี่ยวกับถือครองที่ดิน ที่รัฐบาลรับเรื่องจากคณะกรรมการปฏิรูปเสนอให้มีการครอบครองที่ดินครอบครัวละไม่เกิน 50 ไร่ มาพิจารณาแต่ ครม.ไม่ผ่านเมื่อวันอังคารก่อนโน้น กลายเป็นเรื่องจริงผ่านจอ เมื่อพรรคฝ่ายค้านซักฟอก ศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรฯ
ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผยในสภาฟังแล้วถ้าเป็นเรื่องจริง ก็น่าตกใจไม่น้อย เพราะที่ดินที่น่าจะเป็นของรัฐและนำไปจัดสรรให้แก่ผู้ที่ต้องการจะทำอาชีพเกษตรกรรมรวมแล้วกว่า 2 หมื่นไร่ อยู่ในการครอบครองของคนเพียง 4 คน
หนึ่งในนั้นคือ ศุภชัย โพธิ์สุ ที่ระบุว่าถือครอง 200 ไร่
ตามหลักเกณฑ์แล้วผู้ที่ต้องการจะทำอาชีพการเกษตรก็จะได้รับการจัดสรรที่ดินให้ไม่เกิน 50 ไร่ แต่อาจจะเกินได้ ถ้าเจรจามีเหตุมีผล
ฟังจากการชี้แจงของศุภชัย เข้าใจว่า ได้ที่ดินผืนนี้มาช่วงที่ยังเป็นครู ซึ่งคนย่านนั้นเรียกว่า "ครูแก้ว" ตรงนี้ก็น่าข้องใจเหมือนกันว่า "อาชีพครู" อยู่ในคุณสมบัติของผู้ที่ขอเข้าจับจองที่ดินเพื่อทำการเกษตรได้หรือไม่
แต่เอาเถอะเรื่องนี้คงจะต้องรอการพิสูจน์ แต่ที่เห็นและมีการยอมรับกันกลางสภาก็คือ การครอบครองที่ดินขนาด 200 ไร่ เกินกว่าที่รัฐจัดสรรให้แก่บุคคลที่ต้องการทำอาชีพการเกษตรได้อย่างไร
สอง...ครูแก้ว ยอมรับกลางสภาด้วยว่า ได้ซื้อสิทธิ์การครอบครองที่ดินของรัฐจากคนอื่น !
ซ้ำยังบอกด้วยว่า ได้ถามไปยังที่ดินจังหวัดนครพนมแล้วว่า ครอบครองได้หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นขัดต่อหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินของรัฐอย่างสิ้นเชิง
เพราะเจตนาการจัดสรรที่ดินของรัฐนั้น ก็เพื่อให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินได้เข้าทำการเกษตร โดยให้ตกทอดแก่ทายาทได้ แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อขายถ่ายโอนให้คนอื่นที่ไม่ใช่ทายาท
ศุภชัย จึงน่าจะเป็นอีกคนที่น่าหวาดเสียวแทน จากที่ที่เข้าไปครอบครองที่ดินที่ว่า ถึงจะบอกอย่างหน้าชื่นตาบานว่าซื้อเขามา
ประเด็นมันไม่ใช่เรื่องที่ว่า ซื้อมา หรือ ข่มขู่ เอามา แต่ประเด็นคือว่า การได้มาซึ่งที่ดินนั้น ได้มาโดยชอบหรือไม่
เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เพราะนอกจาก ศุภชัย แล้วยังมีรายใหญ่อีก 3 ราย ที่ถือครองกันเป็นพันๆ หมื่นๆ ไร่ ที่เข้าไปครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งจัดสรรให้แก่คนยากจน
แต่ที่น่าทึ่งก็คือ ยุคนี้สมัยนี้ เขายอมรับกันหน้าชื่นแล้วหรือว่า ได้ครอบครองที่ดินที่ตนไม่ควรจะได้
ศรายุทธ สายคำมี [email protected]



