
"ข้อมูลดี" มีปัญหานำเสนอ
แม้ว่าข้อมูล "ฝ่ายค้าน" จะดีมีบางเรื่องน้ำหนักหลักฐานข้อมูลเบื้องต้นในเชิงความรู้สึกชาวบ้านเห็นด้วย แต่ความสามารถการตอบโต้ในสภายังถือว่าเป็นรอง ทำให้เกมช่วงชิงการกล่าวหาของ "ฝ่ายค้าน" ถูกตีกลับและลดความน่าเชื่อถือลง
3 วันผ่านไปสำหรับการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลจำนวน 9 คน เป็นไปตามคาดความสามารถการใช้โวหารในสภาต้องยกให้ "รัฐบาล" โดยเฉพาะ "พรรคประชาธิปัตย์"
แม้ว่าข้อมูล "ฝ่ายค้าน" จะดีมีบางเรื่องน้ำหนักหลักฐานข้อมูลเบื้องต้นในเชิงความรู้สึกชาวบ้านเห็นด้วยกับข้อมูลของฝ่ายค้าน แต่ความสามารถการตอบโต้ในสภายังถือว่าเป็นรอง ทำให้เกมช่วงชิงการกล่าวหาของ "ฝ่ายค้าน" ถูกตีกลับและลดความน่าเชื่อถือลง
เช่น จัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์มูลค่า 340 ล้านบาทของกองทัพบก (ทบ.) ที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องประสิทธิภาพเหาะได้ แต่ปฏิบัติการไม่ได้ จึงน่าห่วงเจ้าหน้าที่ว่าจะปลอดภัยในการใช้หรือไม่ รวมถึงการจัดซื้อรถยนต์บรรทุกทหาร เครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 และรถหุ้มเกราะยูเครน
แต่เมื่อ "อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจงโดยบอกว่า จีที 200 เป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน เมื่อเกิดปัญหาจึงสั่งให้พิสูจน์และทดสอบประสิทธิภาพ และมีมติสั่งระงับการจัดซื้อเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
ขณะที่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี ก็ชี้แจงในประเด็นประสิทธิภาพของ "เรือเหาะ" โดยอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้ยืนยันว่าปฏิบัติงานได้ จัดซื้อโปร่งใส มีระบบคณะกรรมการในการจัดซื้อ และมีหน่วยงานต่างๆ ทั้ง ป.ป.ช.และสตง. คอยตรวจสอบอยู่ ส่วนการจัดซื้อรถยนต์บรรทุกทหารเป็นการจัดซื้อในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
ถือเป็นการตอบโต้โดยชี้ให้เห็นว่าเป็นการบริหารงานที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล "ทักษิณ ชินวัตร-สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์" ขณะที่ฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้ลุกขึ้นโต้แย้งหรือชี้แจงข้อเท็จจริงหรือจี้ในประเด็นที่เป็นข้อสงสัย
ไม่รวมถึงอาการ "นอตหลุด" ของฝ่ายค้านบางช่วงที่มีการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในสภายิ่งทำให้เสียคะแนนนิยมเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้นการอภิปรายในประเด็น "สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง" ยิ่งเป็นการโชว์วาทะกรรมระหว่าง "รัฐบาล" และ "ฝ่ายค้าน" ประชาชนจะเชื่อถือข้อมูลของฝ่ายไหนมากกว่ากัน การนำเสนอหลักฐานหากฝ่ายไหนสามารถทำให้ประชาชนรู้สึกมีอารมณ์ร่วมคล้ายตามกับหลักฐานข้อเท็จจริงมากที่สุดก็ถือว่าฝ่ายนั้นอภิปรายประสบผลสำเร็จ
การอภิปรายในครั้งนี้ถือว่าประชาชนจะได้ประโยชน์จากการนำหลักฐานแต่ละฝ่ายมาชี้แจงตอบโต้กัน!
หากดูจากการตอบโต้ของ "รัฐมนตรี" ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์สามารถเอาตัวรอดไปได้ แต่ "รัฐมนตรี" จากพรรคภูมิใจไทยไม่ค่อยเก่งเรื่องการชี้แจงการอภิปรายครั้งนี้จึงค่อนข้างเสียเปรียบ
ดูเหมือน "แกนนำพรรคภูมิใจไทย" ก็รู้สึกห่วงใยในเรื่องนี้ และเริ่มไม่มั่นใจในการ "โหวต" ของพรรคร่วมรัฐบาล จนกระทั่งมีข่าวเรื่องการเลื่อนการลงมติจากวันที่ 19 มีนาคม เป็นวันที่ 22 มีนาคม โดยอ้างว่าระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม ห้องประชุมสภาจะใช้อบรมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และในวันที่ 21 มีนาคม ติดการประชุมวุฒิสภา
ท่ามกลางกระแสข่าว "แกนนำพรรคภูมิใจไทย" ต้องการเช็กเสียงสนับสนุน "รัฐมนตรี" ของพรรคภูมิใจไทยก่อนลงมติ เพราะเสียงสนับสนุนรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยค่อนข้างห่างกับรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์
แกนนำพรรคภูมิใจไทย ยังห่วงเสียงสนับสนุนจากส.ส.กลุ่มของ "ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" จากพรรคเพื่อแผ่นดิน และเสียง ส.ส.พรรครวมชาติพัฒนาที่มี "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" เป็นแกนนำ หลังจากมีข่าวว่าทั้งสองเตรียมจับมือตั้งพรรคร่วมกัน
ซึ่งที่ผ่านมา "แกนนำพรรคภูมิใจไทย" บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ตอบโต้ทางการเมืองเกี่ยวกับพื้นที่เลือกตั้งกับ "ไพโรจน์" มาตลอด และการเลือกตั้งครั้งหน้าทั้งสองพรรคจะเป็น "คู่แข่ง" ที่ดุเดือดในสนามเลือกตั้งที่ "โคราช" อย่างแน่นอน
เหตุนี้เองทำให้ "แกนนำพรรคภูมิใจไทย" รู้สึกเป็นห่วงว่าส.ส. "กลุ่มไพโรจน์-กลุ่มสุวัจน์" จะจับมือกัน "งดออกเสียง" ในกรณีรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เหตุผลที่แท้จริงในการเลื่อนวันลงมติจึงเป็นเรื่องที่น่าขบคิด
สุดท้ายการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในครั้งนี้น่าจะผ่านไปด้วยดี แต่การเปิดอภิปรายครั้งนี้ถือเป็นการเปิดแผลก่อนมีการเลือกตั้งใหญ่แม้จะผ่านแต่ก็ "บอบช้ำ"



