
"สึนามิ+กัมมันตภาพรังสี"
ก่อนอื่นต้องแสดงความเสียใจต่อชาว ญี่ปุ่น ที่ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ สึนามิ เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้คนทั้งโลกต่างตกตะลึงกับอำนาจในการทำลายล้างที่รุนแรงจนสุดจะคาดเดา
ชาว “ญี่ปุ่น” ต้องสังเวยชีวิตนับหมื่นและต้องอพยพหนีภัยธรรมชาติหลายแสนคน นอกจากนั้น ยังได้เกิดโศกนาฏกรรมการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีช็อกโลกซ้ำเติมขึ้นอีกครั้ง อันเป็นผลมาจากการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงของเตาปฏิกรณ์ปรมาณูของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “ฟุกุชิมะ” ที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 25 ของโลก ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโอกูมะ จังหวัดฟุกุชิมะ ได้มีการแพร่ภาพอันน่าสะพรึงกลัวของกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาให้ได้เห็นกันไปทั่วโลก
โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งนี้อยู่ห่างจากกรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น เพียง 250 กิโลเมตร โดยทั่วไปแล้วสารกัมมันตรังสีจะก่อให้เกิดกัมมันตภาพรังสีอันตรายอยู่ 3 ประเภทคือ รังสีอัลฟา รังสีเบตา และรังสีแกมมา ซึ่งรังสีแต่ละประเภทมีอำนาจในการทะลุทะลวงที่รุนแรงแตกต่างกันและส่งผลกระทบต่อมวลมนุษย์รุนแรงแตกต่างกัน โดยเริ่มจากเกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียน อ่อนเพลียจนถึงกับเสียชีวิตไปในทันที หากรับปริมาณรังสีเข้าไปเต็มที่ หรือเสียชีวิตใน 1 สัปดาห์ต่อมา
แต่สิ่งที่น่ากลัวคือหากไม่ตายในทันทีทันใดก็ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เพราะเมื่อรับรังสีเข้าไปแล้วจะเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในร่างกาย ทำให้อาจแปรสภาพกลายเป็นเซลล์มะเร็งประเภทต่างๆ เช่น มะเร็งในเม็ดเลือด มะเร็งในปอด และโรคร้ายอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาพิษจากกัมมันตภาพรังสีเหล่านี้ เป็นผลให้รัฐบาล “ญี่ปุ่น” ไม่มีทางเลือกครับจำเป็นต้องตัดสินใจประกาศสภาวะฉุกเฉินหลังจากเตาปฏิกรณ์ปรมาณูไม่สามารถรักษา “ระบบหล่อเย็น” ให้ทำงานเป็นปกติได้หลังจากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุแผ่นดินไหวจนเกิดการระเบิดขึ้น ซึ่งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คือ การระดมฉีดน้ำทะเลกลับไปในเตาปฏิกรณ์เพื่อให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ จากผลดังกล่าวมีการอพยพประชากรชาว “ญี่ปุ่น” กว่า 2 แสนคน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่รอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในรัศมี 20 กิโลเมตร ออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน
แต่ที่ผมกังวลอย่างที่สุดคือ หากเกิดเหตุการณ์เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลอมละลายหรือเกิดการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี ก็อาจทำให้มวลอากาศและไอน้ำในบรรยากาศปนเปื้อนไปด้วยฝุ่นกัมมันตภาพรังสี ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะถูกกระแสลมธรรมชาติพัดพาไปปกคลุมทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ลามไปถึง “ออสเตรเลีย” หากโชคร้ายอาจจะกระจายไปถึงชายฝั่งตะวันตกของ “สหรัฐอเมริกา” ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 8,000 กิโลเมตร
แต่จะว่ากันไปตามจริงแล้วเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ก็เคยเกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “เชอร์โนบิล” ที่ตั้งอยู่ใน จังหวัด “เคียฟ” ทางตอนเหนือของรัฐ “ยูเครน” ใกล้ชายแดน “เบลาลุส” (ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของ “สหภาพโซเวียต”) นับได้ว่าเป็นอุบัติภัยทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตในทันที 31 คน และต่อมาก็มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประเภทต่างๆ สูงถึง 9.3 หมื่นคน และโรคร้ายอื่นๆ อันเป็นผลมาจากฝุ่นกัมมันตภาพรังสีอีกนับแสนคน
จากโศกนาฏกรรมครั้งนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนว่าบนโลกสีน้ำเงินเล็กๆ นี้ มีมากมายหลายเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้อง “เรียนรู้” ที่จะประคองชีวิตโดยไม่ประมาทอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องหมั่นแสวงหา “วิถีชีวิต” ที่จะอาศัยอยู่บนโลกนี้อย่างสมดุลทั้ง “ประโยชน์และความสุข” เพราะในโลกในยุค “โลกาภิวัตน์” หรือ “โลกาวิบัติ” นั้น บรรดา “พลโลก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่อ้างว่าพัฒนาแล้วต่างก็ใช้ชีวิตกันแบบสุดขั้ว ใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่บันยะบันยังในทุกๆ ด้าน จนเกินความสมดุลในบางเวลา “ธรรมชาติ” จะเรียกร้องสิทธิคืนบ้างก็น่าจะเป็นธรรมดีครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



