ข่าว

สื่อมาเลย์ชี้เสื้อแดงฉีกหน้า"มาร์ค"

สื่อมาเลย์ชี้เสื้อแดงฉีกหน้า"มาร์ค"

11 เม.ย. 2552

สื่อมาเลเซียวิจารณ์ม็อบเสื้อแดงบุกพัทยาฉีกหน้าอภิสิทธิ์ ขณะทีนักข่าวไม่พอใจถูกเข้มงวดเกิน

(11เม.ย.) เวบไซต์ เดอะ สตาร์ ออนไลน์ของมาเลเซีย มีบทวิจารณ์ที่ระบุว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เผชิญกับเรื่องขายหน้าในบ้านตัวเองอีกครั้ง หลังม็อบเสื้อแดงที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร สามารถบุกเข้าไปในโรงแรมโรยัล คลิฟ บีช ที่ใช้เป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอด
ผู้นำอาเซียนและคู่เจรจาเมื่อวานนี้ โดยบอกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอีกตัวอย่างของความเปราะบางของรัฐบาลชุดนี้

 ผู้ประท้วงจริงจังกับการชุมนุมครั้งนี้เพราะการชุมนุมขนาดเล็กกว่าที่การประชุมสุดยอดอาเซียนที่หัวหินเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ไม่สามารถกดดันให้อภิสิทธิ์ลาออกได้ ในขณะที่ทางการไทยดูเหมือนจะไม่ได้มีการเตรียมตัวรับมือกับกลุ่มผู้ประท้วงที่ยกพลมาถึงพัทยา โดยมีตำรวจปราบจลาจลเพียง 300 นายประจำการเพื่อควบคุมกลุ่มผู้ประท้วงที่มีมากกว่า 1,000 คน

 เหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นทำให้มีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจนเกือบเกินระดับที่จะยอมรับได้ โดยผู้สื่อข่าวต้องผ่านการตรวจหลายรอบเพียงแค่จะเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง กระทรวงต่างประเทศของไทยได้ควบคุมเข้มเหมือนการประชุมที่หัวหิน จนทำให้นักข่าวพบกับความยากลำบากอย่างมากในการปฏิบัติงานเพราะมีการประกาศเขตห้ามเข้าในหลายจุด

 และนักข่าวชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่ง ที่ติดตามรายงานข่าวอาเซียนมานานกว่า 10 ปี เล่าว่า การประชุมอาเซียนในไทยครั้งนี้ ปฏิบัติต่อสื่อเหมือนเป็นศัตรู แทนที่จะเป็นหุ้นส่วนโดยมีข้อจำกัดกับสื่อเกินจริงกว่าที่ควรจะเป็น และครั้งนี้เป็นตัวอย่างล่าสุดที่นักข่าวถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องและเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยอย่างเป็นประเทศไทย และเปรียบเทียบว่าแม้แต่ในสิงคโปร์ที่ขึ้นชื่อว่าเข้มงวดกับสื่อ นักข่าวยังอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณล็อบบี้ของสถานที่จัดการประชุมได้

 นักข่าวไทยคนหนึ่งยังบอกว่าด้วยว่า จากการพูดคุยกับเพื่อนสื่อคนไทยด้วยกัน หลายคนก็เห็นตรงกันว่า การประสานงานกับสื่อนั้นแย่ที่สุด นักข่าวไทยที่ทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นคนหนึ่งบอกว่า ตอนที่เข้าไปในงานเลี้ยงอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศในการประชุมที่หัวหินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ต้องเจอกับเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศที่บอกให้เธอออกไปโดยเร็ว และหากไม่ไป เจ้านายญี่ปุ่นของเธอก็จะไม่ได้รับการต่อวีซ่าทำงาน

 นอกจากนี้บทความยังระบุว่า หากแนวโน้มการจำกัดการรายงานข่าวของสื่อยังคงเป็นเช่นนี้ก็อาจส่งผลให้นักข่าวคว่ำบาตรการประชุมอาเซียนในอนาคต