ข่าว

เวลาที่เหลืออยู่

เวลาที่เหลืออยู่

18 มี.ค. 2554

การนับคำนวณเวลาของมนุษย์เรานั้น นิยมนับกันอยู่ 2 วิธี วิธีแรกคือนับจากระยะเวลาที่เริ่มต้นไปถึงจุดสุดท้าย คือเป็นการเรียงลำดับจาก 1 ไปถึง 10 กับอีกอย่างเป็นการนับจากจุดสุดท้ายกลับไปหาจุดเริ่มต้น ซึ่งเรียกกันว่านับถอยหลัง หรือ เคาท์ดาวน์ (count down) ในภาษา

ความแตกต่างของการนับเวลาสองอย่างดังกล่าว ก็คือการนับอย่างแรกเป็นการแสดงว่าเราเดินทางผ่านเวลามานานเท่าไหร่แล้ว ส่วนการนับอย่างหลังก็เพื่อบอกว่าเราเหลือเวลาสำหรับสิ่งนั้นๆ อยู่อีกมากน้อยเพียงไร ซึ่งแน่นอนว่า เวลานั้นย่อมจะลดน้อยถอยลงไปทุกขณะ
 
ถ้าจะถามว่าเวลาที่ใช้ไปแล้ว และเวลาที่เหลืออยู่ บอกอะไรแก่เราบ้าง? ผมคิดว่าสิ่งแรกที่เราได้รับการบอกกล่าวก็คือ เวลาไม่ใช่สิ่งที่เสถียร แต่พร่องลงและหมดสิ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น เราท่านจึงไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาทหรือผัดวันประกันพรุ่ง ดังที่คำโบราณกล่าวไว้ว่า “เวลาและวารีมิได้มีจะคอยใคร เรือเมล์และรถไฟมันก็ไปตามเวลา โอ้เอ้และอืดอาดก็จะพลาดปรารถนา และแล้วจะโศกา อนิจจา เราช้าไป”
 
ครับ บ่อยครั้งที่เรารู้สึกเสียใจกับเวลาที่ผ่านเลย...เสียใจว่าเราไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำในช่วงเวลานั้นเสียใจว่าเราละเลยหรือหลงลืมเรื่องบางเรื่องไปได้อย่างไร เสียใจว่ากว่าเราจะลงมือทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็สายเกินไป เพราะเวลาของเราใกล้จะหมดลงแล้ว
 
และก็บ่อยครั้งที่นึกเสียดายว่า ถ้าเรามีเวลามากกว่านี้ เราก็น่าจะทำได้ดีว่านี้
 
แต่เวลานั้นไม่มีวันที่จะหวนทวนมา และโอกาสก็มักจะไม่ค่อยมีให้เราแก้ตัวเป็นครั้งที่สอง ดังนั้น เมื่อเวลาและโอกาสมาถึงมือเราแล้ว สิ่งที่ควรกระทำก็คือใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด และทำทุกอย่างที่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจกับมัน
 
มีคนพูดว่า เวลาของนักการเมืองกว่าจะก้าวสู่การเป็นผู้นำประเทศนั้นช่างยาวนานนัก แต่การก้าวลงจากความเป็นผู้นำกลับสั้นจนน่าตกใจ แน่นอนว่า คนที่สามารถเป็นผู้นำทางการเมืองนั้นต้องใช้เวลาในการสร้างสมและบ่มเพาะบารมีพอสมควรทีเดียว ไม่ต่างอะไรกับการตั้งต้นนับ 1 ไปถึง 10 หรืออาจจะถึง 100 หรือ 1,000 นั่นแหละครับ แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาก้าวถึงจุดหมายที่ต้องการแล้ว เมื่อนั้นก็ขอให้เตรียมตัวนับถอยหลังได้ เพราะเวลาที่จะอยู่ในอำนาจก็ดี หรือเวลาที่เขาจะเป็นที่รักใคร่ชื่นชมของประชาชนก็ดี มีแต่ลดน้อยถอยลงตามลำดับ เช่นเดียวกับการนับถอยหลังนั่นเอง
 
เราคงเห็นแล้วว่า นักการเมืองที่นับไปข้างหน้าว่าตนเองจะอยู่ในตำแหน่งเป็นระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้ปี ลงท้ายแล้วก็มีอันหลุดจากตำแหน่งไปก่อนเวลาที่ตั้งไว้เสมอ และนักการเมืองบางคนที่รอเวลาที่จะขึ้นสู่ความเป็นผู้นำทางการเมืองหลายคน ก็ต้องเริ่มนับถอยหลังแทบจะทันทีที่ครองอำนาจ
 
ผมคิดว่า แท้จริงแล้ว ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เขาคนนั้นจะอยู่ในตำแหน่งกี่ปี จะนับเวลาไปข้างหน้าหรือว่าจะนับถอยหลัง เพราะสิ่งสำคัญกว่าอยู่ที่เขาได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองเพียงไร เขาได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นั้นเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้องเท่านั้นเองหรือเปล่า และใช้เวลาทบทวนความผิดพลาดต่างๆ เพื่อแก้ไขความบกพร่องที่เกิดขึ้น หรือดึงดันว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปนั้นถูกต้องชอบธรรมทุกประการ
 
เวลาที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะกี่เดือนกี่วันนี่แหละครับ จะเป็นเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตของคนคนนั้น เพราะจะเป็นเครื่องตัดสินว่า ประชาชนจะจารึกและจดจำเขาไปตราบนานเท่านาน หรือทอดทิ้งให้เขาเลือนหายไปจากความทรงจำและกาลเวลา

ประภัสสร เสวิกุล