
ประชาชนไม่มีสี
วันอังคารที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ในหลายประเด็น แต่บังเอิญผู้คนสนใจข่าวสึนามิถล่มเกาะญี่ปุ่น และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดมากกว่า เลยไม่มีใครสนใจข่าว คณะกรรมการปฏิรูปเตรียมโบกมือลา
"ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปมีวาระ 3 ปี แต่ถ้าจะมีเลือกตั้ง โดยมารยาท เราก็ต้องเปิดโอกาสให้รัฐบาลใหม่มีความอิสระในการตัดสินใจว่าจะมีคณะกรรมการปฏิรูปหรือไม่มี ถ้ามีจะเป็นรูปแบบเดิมหรือไม่"
ประธานอานันท์บอกกับนักข่าวว่า หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา คปร.ก็คงสลายตัวกันตามมารยาท ซึ่ง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็พูดไว้ก่อนหน้านี้เช่นกัน
"ในที่ประชุมได้คุยกันว่า เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา สักระยะ ประธานคงจะลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งจะทำให้กรรมการทั้งหมดต้องออก ลองคิดดู ถ้าคุณยังนั่งอยู่จนเปลี่ยนรัฐบาล นายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามา เขาจะลำบากใจมาก ถ้าจะต้องประกาศยุบคณะกรรมการชุดนี้ ฉะนั้นไปซะก่อนดีกว่า แล้วเขาจะแต่งตั้งกรรมการชุดเดิมกลับมาใหม่ หรือไปตั้งคนอื่น ก็ไม่เป็นไร"
งานชิ้นสุดท้ายของ คปร.คือ จะเสนอพิมพ์เขียวการแก้ไขความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ และประเด็นปัญหาต่างๆ เพื่อฝากไว้ให้สังคมเข้ามาต่อยอดกัน
ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ คปร. คงหยามหยันและเสียดเย้ยว่า "สุดท้ายก็ได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ" เพราะคนวงในทราบดีว่า ผู้อาวุโสหลายท่านที่อาสามานั่งในคณะกรรมการชุดนี้ ต่างเจอแรงกระแทกกระทั้นจากเพื่อนมิตรที่ "สังกัดสี" มากน้อยแตกต่างกันไป
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ผมมีโอกาสไปร่วมเสวนาในรายการเดียวกับคณะกรรมการปฏิรูปท่านหนึ่ง จึงทราบถึงความคาดหวังในการเสนอ "พิมพ์เขียวปฏิรูปที่ดิน" ควบคู่กับการสนับสนุนให้ภาคประชาชนเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน
คนกรุงเทพฯ คงได้อ่านข่าวชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาปักหลักชุมนุมที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า แต่ลึกๆ อาจงุนงงว่าพวกเขามาประท้วงด้วยเหตุผลใด เพราะมีสื่อไม่กี่สำนักที่เข้าไปเจาะข่าว และนำเสนออย่างต่อเนื่อง
น่าสงสารชาวบ้านผู้เดือดร้อนตัวจริง ที่ต้องมาชุมนุมแบบเปลี่ยวเหงา ดั่งที่อาจารย์นิธิ ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของ "ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม" แบบปลงตกว่า
"การเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไม่มีสีจะลำบาก เพราะไม่มีพรรคการเมือง ไม่มีสื่อของตัวเอง และที่สำคัญ ขาดการจัดองค์กร สีแดง สีเหลือง ไม่ว่าเขาจะคนเยอะหรือไม่ แต่เสียงจะดังมากเพราะมีการจัดองค์กร"
จะว่าไปแล้ว ชาวบ้านกลุ่มนี้ก็เคยเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ มาก่อนเมื่อหลายปีก่อน เพียงแต่ว่า พ.ศ.โน้น มันยังไม่มีการแบ่งสีเลือกข้าง ปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัยก็รวมตัวออกมาหนุนช่วยชาวบ้าน
ต่างจาก พ.ศ.นี้ "ปัญญาชนสีแดง" รู้สึกว่า รากหญ้าสีแดงน่าพิสมัยมากกว่ารากหญ้าไม่มีสี ขณะที่ "ปัญญาชนสีเหลือง" ก็เชื่อในพลังแม่ยกมากกว่าแม่ใหญ่พ่อใหญ่บ้านป่านาโคก
ภาวะอันตีบตันของภาคประชาชนไม่มีค่าย ไม่มีสี อาจารย์นิธิจึงวิเคราะห์ว่า "พอชาวบ้านเคลื่อนแล้วเสียงไม่ดัง มันก็บีบให้คนหันเข้าไปสังกัดสี"
แน่นอน ชาวบ้านที่เคยร่วมขบวนประชาชนในนามเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน หรือสมัชชาคนจน ก็แยกตัวออกไปเป็น "มวลชนมีสี" มาก่อนหน้านี้แล้ว
จากกรณี คปร.ต้องถอยก่อนกาล และภาคประชาชนไม่มีสี ต้องเก็บข้าวเก็บของกลับบ้านด้วยความผิดหวัง มันสะท้อนให้เห็นว่า ความแตกแยกในสังคมไทย ยังจะดำรงอยู่
สังคมไทยที่พึ่งพา "ความเชื่อ" มากกว่า "ความรู้" คงต้องเปลืองเลือดเปลืองชีวิตอย่างเปล่าดายกันต่อไป
แคน สาริกา



