
บทเรียนจากญี่ปุ่น
ซากุระวิปโยค ทั้งแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ คลื่นสึนามิสูง 10 เมตร ตามด้วยเตาปฏิกรณ์ปรมาณูนิวเคลียร์ระเบิด ทำเอาดินแดนอาทิตย์อุทัยพังพาบเป็นหน้ากลอง
ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยากพยากรณ์ ยากควบคุม และยากจัดการ แม้ในยามที่เกิดความสูญเสียยังยากทำใจ
นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นเพิ่งประสบชะตากรรมเลวร้ายแสนสาหัสก็ครั้งนี้ ความเสียหายที่เกิดกับดินแดนปลาดิบไม่ผิดอะไรกับตอนถูกบอมบ์ด้วยระเบิดนิวเคลียร์
ผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงขึ้นทุกวันๆ ประชาชนส่วนใหญ่ขาดแคลนสิ่งอุปโภคบริโภค สาธารณูปโภคถูกตัดขาด ต้องใช้พลังงานอย่างจำกัด ผู้รอดชีวิตทุกข์ทนไม่ต่างจากคนที่จากไป
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ ความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่น การจัดการอย่างมีแบบแผน และความสมัครสมานสามัคคี ที่จะพร้อมรับมือกับวิกฤติประเทศไปพร้อมๆ กันอย่างน่าชื่นชม
บนความทุกข์ตรมแสนสาหัส ชาวญี่ปุ่นยังมีวินัยยืนต่อคิวซื้ออาหารยาวเหยียด ไม่มีการยื้อแย่งแซงคิวให้เกิดความโกลาหลจลาจล
ผู้ใช้รถหลายคันต่อคิวเติมน้ำมันตั้งแต่เช้ามืด เพื่อเติมน้ำมันที่ถูกจำกัดแค่ไม่เกิน 10 ลิตร ในบางขณะเอื้ออาทรให้คนที่จำเป็นเดือดร้อนได้ใช้บริการก่อน
ไม่มีแม้แต่การปล้นสะดมบ้านเรือนสินค้า หรือสัญญาณแห่งความรุนแรงต่างๆ สะท้อนถึงจิตสำนึกสาธารณะอันน่ายกย่อง
รัฐบาลเร่งสั่งการช่วยเหลือประชาชน ระดมกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่พลเรือน ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้วยความนิ่งและมีสติ
สื่อต่างประเทศหลายสำนักต่างพากันชื่นชมความมีระเบียบวินัย ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับหายนะ
โจเซฟ เนย์ ศาตราจารย์แห่งฮาร์วาร์ด ถึงกับกล่าวว่า ภัยพิบัติครั้งนี้อาจทำให้ญี่ปุ่นได้รับพลังแห่งความอ่อนโยน หรือการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วย
การสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อื่น แม้ว่าประเทศต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมมหึมา เหตุการณ์น่าเศร้านี้ยังแสดงภาพน่าประทับใจของญี่ปุ่น
บทบรรณาธิการบางสำนักยกย่องว่า ญี่ปุ่นสามารถจัดระเบียบความช่วยเหลือและปฏิบัติการกู้ภัยอย่างมหาศาล
สิ่งเหล่านี้จะได้รับการชื่นชมศรัทธาจากทั่วโลกและจะถูกกล่าวขานไปในภายภาคหน้า
ประเทศไทยได้อะไรจากบทเรียนครั้งนี้ นอกเหนือไปจากอันตรายจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ฝ่ายการเมืองพยายามผลักดันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ?!!
อนลัส
[email protected]



