
นักวิชาการยันแท่งเชื้อเพลิงไม่ระเบิด
ผู้เชี่ยวชาญประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของเหตุระเบิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่น ย้ำชัดไม่พบความเป็นไปได้ที่แท่งเชื้อเพลิงจะระเบิด แต่อาจต้องใช้เวลานานกว่า 1 เดือนลดความร้อนในเตาปฏิกรณ์ให้อยู่ระดับปกติ ด้าน ปส.ชี้สารกัมมันตรังสีฟุ้งไกลสุดไม่เกิน 30 กิโลเมตร
(17มี.ค.) นายสมพร จองคำ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ (สทน.) กล่าวว่า สถานการณ์ความเสียหายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่น ยังอยู่ในความสามารถที่จะควบคุมของเจ้าหน้าที่ แม้ว่าแท่งเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าที่ 1 และ 3 เกิดการหลอมละลายไปแล้วบางส่วน แต่การหลอมละลายดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่แท่งเชื้อเพลิงจะเกิดการระเบิดแทบเป็น "ศูนย์"
การที่แท่งเชื้อเพลิงจะระเบิดได้นั้น จะต้องอยู่ในสภาวะที่เตาปฏิกรณ์กำลังเดินเครื่อง แต่ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 4 โรงได้หยุดเดินเครื่องไปแล้ว เพียงแต่ต้องรอให้อุณหภูมิของแท่งเชื้อเพลิงที่มีอยู่ 400-500 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิของความร้อนร่วมที่เกิดจากการแผ่รังสีความร้อนที่ 1,000 องศาเซลเซียสคลายความร้อนหรือเย็นตัวลงด้วยวิธีการเดียวคือ การฉีดน้ำทะเลหล่อเลี้ยง ทดแทนระบบหล่อเย็นเดิม ซึ่งเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ คาดว่าอาจต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30 วันถึงจะคลายความร้อน
นายสมพร ยืนยันว่า ปริมาณสารสัมมันตรังสีทั้งไอโอดีนและซีเซียมที่แพร่ออกสู่ภายนอก จะอยู่บริเวณโดยรอบโรงไฟฟ้าในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร เนื่องจากแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ยังไม่เกิดการระเบิด แตกต่างจากกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ที่แท่งเชื้อเพลิงเกิดการระเบิด มีควันพวงพุ่งสู่อากาศและลมพัดฝุ่นรังสีไปเป็นบริเวณกว้าง ส่วนความวิตกกังวลที่ว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ 5, 6 และ 7 ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันจะระเบิดตามมาด้วยหรือไม่นั้น นายสมพร กล่าวว่าเป็นไปได้ยากเนื่องจากทั้ง 3 โรงเป็นโรงที่สร้างขึ้นใหม่ ต่างจาก 4 โรงแรกที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งสร้างมานานกว่า 40 ปี
ศ.ถิรพัฒน์ วิลัยทอง ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางฟิสิกส์ ให้ความเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ ล่าสุดได้รับอีเมล์จากนักฟิสิกส์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งประเมินว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถความคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด และไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับกรณีอุบัติเหตุโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถระบายความร้อนได้ดีแค่ไหน
ด้านเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ยืนยันว่า ปริมาณรังสีที่เกิดจาการควบคุมเตาปฏิกรณ์ จะไม่แพร่ไปไกลเกิน 30 กิโลเมตรจากสถานที่เกิดเหตุ ประกอบกับสภาพอากาศที่มีทั้งฝนและหิมะทำให้รังสีไปได้ไม่ไกล แต่อย่างไรก็ตาม ปส. ยังคงตรวจวัดและเฝ้าติดตามปริมาณรังสีในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อความสบายใจของประชาชน โดยยืนยันว่าทันทีที่พบปริมาณรังสีในอากาศมากกว่า 1 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง จะแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบและปฏิบัติตามมาตรการระวังภัยทันที



