ข่าว

วัดตัวเลขรังสีพิฆาตไทยปลอดภัยหรือไม่!!

วัดตัวเลขรังสีพิฆาตไทยปลอดภัยหรือไม่!!

17 มี.ค. 2554

หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นออกมายอมรับการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีจาก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมา ไดอิจิ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยาจากทั่วโลก เกิดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

 กลุ่มแรกเชื่อว่า กัมมันตภาพรังสีจะแพร่กระจายไปทุกทิศทาง โดยมีลมเป็นตัวนำพาข้ามทวีป ซึ่งมีข้อพิสูจน์ชัดเจนโดยกรมอุตุนิยมวิทยาในจีนและรัสเซียพบลมพัดเอาสารไปสู่ทะเลแปซิฟิก

 ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษรายงานว่า ฝุ่นกัมมันตรังสีจากญี่ปุ่นเคลื่อนไปถึงกรุงมะนิลา ของฟิลิปปินส์แล้ว พร้อมกับเตือนคนที่อยู่ใกล้กับเตาปฏิกรณ์ควรอพยพออกไปให้ไกลที่สุดหรือเดินทางออกนอกประเทศญี่ปุ่น

 ส่วนนักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งกลับเห็นว่า การแพร่กระจายไม่ได้น่ากลัวเนื่องจากข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า จากการตรวจวัดระดับรังสีภายในโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พบระดับของรังสี 400 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง

 ต่อมาเช้าวันที่ 15 มีนาคม วัดรังสีทางเข้าประตูหลักของโรงไฟฟ้าได้เพียง 11.9 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง และเมื่อเวลา 13.00 น. วัดระดับรังสีหน้าประตูเดิมพบว่าลดลงเหลือเพียง 0.6 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง เมื่อพิจารณาจากตัวเลขที่รั่วแล้วไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อประชาชนที่อาศัยอยู่แถวนั้น แต่เพื่อความปลอดภัยควรย้ายผู้คนในรัศมี 30 กิโลเมตร

 หลายคนเริ่มสับสนว่าตัวเลขเหล่านี้คืออะไร และระดับไหนถึงเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ?

 ดร.วิทิต ผึ่งกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ อธิบายว่า หน่วยวัดค่ารังสีคือ ซีเวิร์ต (sievert) โดย 1 ซีเวิร์ต เท่ากับ 1,000 มิลลิซีเวิร์ต หรือ 1 ล้านไมโครซีเวิร์ต หรือ 1,000 ล้านนาโนซีเวิร์ต

 "การวัดกัมมันตภาพรังสีใช้ได้หลายหน่วยตามความเหมาะสม แต่ที่นิยมคือหน่วย  "มิลลิซีเวิร์ต" หรือ "mSv" (millisievert) และ "นาโนซีเวิร์ต" (Nanosievert) สมาคมนิวเคลียร์โลก (World Nuclear Association) ระบุว่า มนุษย์ทั่วไปไม่ควรได้รับรังสีเกินกว่า 1 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี หมายความว่า ภายในหนึ่งปีไม่ควรมีสารกัมมันตรังสีสะสมมากกว่า 1 มิลลิซีเวิร์ต หรือ 1 ล้านนาโนซีเวิร์ต แต่ถ้าเป็นบุคคลที่ทำงานด้านรังสีหรืออยู่ในที่ทำงานซึ่งมีรังสีมากกว่าปกติ เช่น ห้องเอกซเรย์ในโรงพยาบาล ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ฯลฯ คนกลุ่มนี้อนุญาตให้ร่างกายรับได้ไม่เกินปีละ 20 มิลลิซีเวิร์ต และหากรับมากกว่า 100 มิลลิซีเวิร์ตต่อปีอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง"

 "คำถามต่อไปคือ ท้องฟ้าอากาศทั่วไปนั้นมีกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนอยู่ปริมาณเท่าใด ดร.วิทิต อธิบายว่าในชั้นบรรยากาศทั่วไปของไทยมีสารรังสีปนเปื้อนอยู่ไม่เกิน 0.00005 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หรือ 50 นาโนซีเวิร์ตต่อชั่วโมง (nSv/hr) แต่บางประเทศอาจมีเกิน 50 นาโนซีเวิร์ตได้ หากภูมิประเทศตั้งอยู่ใกล้เหมืองแร่หรือสถานที่มีสารกัมมันตรังสีจำนวนมาก อย่างไรก็ตามค่ามาตรฐานสากลนั้น กำหนดให้ในอากาศปนเปื้อนได้ไม่เกิน 0.0002 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หรือ 200 นาโนซีเวิร์ตต่อชั่วโมง" ดร.วิทิตกล่าว

 เมื่อนำคำอธิบายเหล่านี้มาเชื่อมกับตัวเลขในเว็บไซต์ไอเออีเอ ที่ระบุว่าภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมา มีการแพร่กระจายกัมมันตภาพรังสีสูงถึง 400 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หมายความว่า ถ้าใครไปยืนอยู่บริเวณนั้นนาน 1 ชั่วโมง จะได้รับกัมมันตภาพรังสีเกินกว่าค่ามาตรฐานสากลกำหนดถึง 400 เท่า ด้วยเหตุนี้หน่วยงานไอเออีเอจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ประจำญี่ปุ่นไปเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แต่คนทั่วไปไม่ควรวิตกกังวลนักเพราะความเป็นจริงไม่มีใครยืนตากรังสีอันตรายยาวนานขนาดนั้น ดร.วิทิตยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่มีการตรวจพบระดับกัมมันตภาพรังสีผิดปกติจากค่ามาตรฐาน

 โดยปกติแล้วมนุษย์จะได้รับรังสีจากธรรมชาติและด้วยเหตุผลอื่น ๆ ประมาณปีละ 2.23 มิลลิซีเวิร์ต เช่น จากแร่ธาตุในพื้นดิน จากอุปกรณ์เครื่องเรือนเครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร เครื่องดื่มหรือเอกซเรย์ทางการแพทย์ โดยงานวิจัยระบุว่าร่างกายมนุษย์จะได้รับสารกัมมันตรังสีประมาณ 12 มิลลิซีเวิร์ตต่อการทำซีทีสแกนหัวใจ 1 ครั้ง 

 เจ้าหน้าที่ประจำ “ศูนย์ข้อมูลเฝ้าตรวจกัมมันตภาพรังสี” ณ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ อธิบายถึงวิธีวัดสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนในอากาศว่า ส่วนใหญ่จะใช้รังสีแกมมาเป็นตัวกำหนด หากสารรังสีลอยขึ้นไปสะสมอยู่ในอากาศชั้นบน จะทำให้สารรังสีตกค้างนานและถูกพัดพาไปได้เป็นระยะทางไกลจากจุดกำเนิด ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีตรวจวัดระดับรังสีแกมมาในอากาศแบบเรียลไทม์อยู่ 8 แห่งทั่วประเทศ คือ 1.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ระดับเฉลี่ยที่วัดได้ 50 nSv/hr) 2.มหาวิทยาลัยขอนแก่น (60 nSv/hr) 3.มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา (50 nSv/hr) 4.มหาวิทยาลัยพะเยา ( - ) 5.ศูนย์อุตุนิยมวิทยา จ.อุบลราชธานี (60 nSv/hr) 6.สถานีวิจัยและฝึกอบรมวนเกษตร จ.ตราด (95 nSv/hr) 7.สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน จ.ระนอง (90 nSv/hr)
8.สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กรุงเทพฯ (45 nSv/hr)

 หลังจาก “ไอเออีเอ” หรือ ทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ เตือนประเทศในเอเชียให้เฝ้าระวังสารกัมมันตรังสีที่อาจแพร่กระจายไปหลายประเทศ เจ้าหน้าที่จากศูนย์ข้างต้นยืนยันว่า ในวันที่ 15 มีนาคมนั้น ระดับค่ารังสีแกมมาในอากาศของไทยยังอยู่ในระดับปกติคือ ไม่เกิน 100 นาโนซีเวิร์ตต่อชั่วโมง (nSv/hr) ทั้งนี้หากพื้นที่ใดวัดค่าได้สูงเกินกว่า 200 นาโนซีเวิร์ตต่อชั่วโมง จะส่งผู้เชี่ยวชาญไปสำรวจพร้อมกับเก็บตัวอย่างน้ำหรืออากาศมาตรวจสอบอย่างละเอียดว่า มีสารปนเปื้อนอยู่เท่าใด และสาเหตุใดที่ทำให้มีระดับรังสีรุนแรงรวมถึงจะทำอันตรายให้กับผู้คนบริเวณนั้นหรือไม่

 ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยเผชิญกับพิษของสารกัมมันตรังสีมาแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 เนื่องจากร้านค้าแห่งหนึ่งรับซื้อกระบอกโลหะบรรจุสารกัมมันตรังสีโคบอลต์ 60 ที่ซาเล้งนำมาขาย ขณะที่พยายามแยกชิ้นส่วนสเตนเลสและตะกั่ว ออกจากกัน ปรากฏว่าสารรั่วไหลออกมาทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 ราย ป่วยอีก 10 ราย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอีกกว่า 1,600 คน

 โดยเฉพาะคนที่เสียชีวิตมีอาการคลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ ผิวไหม้ ผมร่วง แพทย์เจาะเลือดตรวจพบเม็ดเลือดขาวลดลงอย่างรวดเร็วจนแทบไม่เหลือภูมิต้านทานในร่างกาย