ข่าว

 บีโอเจชี้ศก.ญี่ปุ่นเสียหาย9.7หมื่นล้าน

บีโอเจชี้ศก.ญี่ปุ่นเสียหาย9.7หมื่นล้าน

17 มี.ค. 2554

โตเกียว-ธนาคารกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (บีโอเจ) อัดฉีดเงินสดเข้าระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องรวมตัวเลขเกือบ 2.1 ล้านล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจประเทศที่เผชิญพิบัติภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธ (17 มี.ค.) ว่าบีโอเจได้อัดฉีดเงินฉุกเฉินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่วันจันทร์ (15 มี.ค.) ติดต่อกันเป็นวันที่สาม รวมเป็นเม็ดเงิน 6.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.06 ล้านล้านบาท) เพื่อพยุงระบบธนาคารพาณิชย์ โดยหวังว่าธนาคารพาณิชย์จะนำเม็ดเงินดังกล่าวปล่อยกู้ให้แก่ประชาชน ที่มีความต้องการเงินกู้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากหลังจากผ่านพ้นเหตุวิกฤติแผ่นดินไหวคลื่นสึนามิครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซม หรือ สร้างบ้านเรือนและธุรกิจที่ได้รับความเสียหายจากเหตุดังกล่าว

 การอัดฉีดเงินเข้าระบบของบีโอเจส่งผลทันตา ทำให้ดัชนีราคาหุ้นในตลาดนิเคอิพุ่งสูงขึ้นทันทีในวันอังคาร (15 มี.ค.) ปิดที่ระดับ 9,093.72 จุด เพิ่มขึ้น 5.7% หลังจากที่ดัชนีหุ้นนิเคอิมีราคาปิดดิ่งหัวลง 20% ตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมาระหว่างที่ทั่วโลกกำลังจับตามองวิกฤติการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีจากโรงงานไฟฟ้าปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในเมืองฟุกุชิมา ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง

 ด้านนายเคียวเฮ โมริตะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารบาร์เคลย์สแคปิตอล แจแปน ประเมินมูลค่าความเสียหายจากพิบัติภัยในครั้งนี้อยู่ที่ระดับ 15 ล้านล้านเยน หรือ ประมาณ 5.58 ล้านล้านบาท โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน หรือคิดเป็น 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศญี่ปุ่น นายโมริตะยังประเมินด้วยว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์เมื่อวันศุกร์ (11 มี.ค.) และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และ สุขภาพจิตของประชาชนมากกว่าเหตุแผ่นดินไหว ณ เมืองโกเบ ในปี 2538

 ทั้งยังประเมินมูลค่าความเสียหายในจังหวัดสำคัญๆ เช่น อิวาเตะ มิยากิ ฟุกุชิมา และ อิบารากิ ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์ โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ และโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ รวมทั้งชิ้นส่วนอิเลกทรอนิก ที่ระบบถนน และเครือข่ายการคมนาคมได้รับความเสียหายอย่างหนัก คิดเป็น 7% ของมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวมของญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับ 4.33 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 130 ล้านล้านบาท) หรือประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท