ข่าว

ควายเฒ่าเข้าเฟซบุ๊ก

ควายเฒ่าเข้าเฟซบุ๊ก

17 มี.ค. 2554

ควายเป็นสัตว์ที่มักจะถูกคนกล่าวหาว่าโง่ แม้ว่าในความเป็นจริงควายจะเป็นสัตว์ที่ฉลาด และซื่อสัตย์ต่อเจ้าของมากก็ตาม ส่วนเฒ่าในที่นี้ผมหมายถึงตัวผมเองที่เป็นคนยุคเก่าก่อนล้าสมัย เข้าเฟซบุ๊กหมายถึงการเข้าถึงสื่อดิจิทัลสมัยใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมจากคนทัน

 ควายเฒ่าเข้าเฟซบุ๊กของผมในวันนี้ จึงหมายถึงคนโง่ต่อเทคโนโลยีอย่างผม ที่เข้าไปทดลองสัมผัสกับสื่อดิจิทัลยุคใหม่กับเขาดู และมีแง่มุมบางประการที่อยากนำเสนอ ด้วยว่าทุกวันนี้ปัญหาทางสังคมอันเกิดจากช่องว่าง ระหว่างความคิดของพ่อแม่กับลูกห่างกันมาก เพราะคนสองวัยดังกล่าวมีสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันออกไป

 ปัจจุบันนี้เรามักจะได้ยินถึงความดีมีประโยชน์ ของสื่อสมัยใหม่อย่างเฟซบุ๊กกันทุกวัน ทำให้คนโบราณอย่างผมที่รู้จักเพียงแค่อินเทอร์เน็ต มักจะถูกโบกมองว่าไม่ทันสมัย ในขณะที่ผมก็ยังรับรู้ข่าวสารด้านลบทางวัฒนธรรมและสังคม ที่เกิดจากการสื่อสารข้อมูลกันไปมาในเฟซบุ๊กหรือสื่อดิจิทัลในรูปแบบอื่นๆ อยู่เรื่อยเช่นกัน

 สัปดาห์เศษๆ หรือประมาณสิบวันที่ผ่านมา ผมจึงจัดการสมัครลงชื่อเข้าไปใช้บริการของเฟซบุ๊กดูบ้าง สิ่งที่ผมพบว่าเป็นความน่ากลัวหากคนในเฟซบุ๊กขาดวุฒิภาวะและสติไตร่ตรองก็คือ การเป็นสังคมเปิดและไม่มีคนคัดกรองข้อมูลในนั้นให้ก่อนจะถึงมือผู้รับ โดยเฉพาะผู้รับที่อยู่ในระดับเยาวชนหรือวัยรุ่น

 การสื่อสารข้อความกันในเฟซบุ๊กสำหรับผม เหมือนกับการที่เราคุยกันกับเพื่อนในบ้านแบ่งห้องให้เช่าหลังใหญ่ แต่มีคนข้างห้องอีกจำนวนมากที่เงี่ยหูฟังหรือเจาะช่องแอบดูเราอย่างเปิดเผย ข้อความหรือการกระทำบางอย่าง ที่เราอยากรับรู้กันเพียงแค่เฉพาะคนที่ต้องการ มันอาจจะหลุดออกไปสู่การรับรู้ของคนอื่นได้ง่าย

 ผมจึงไม่แปลกใจที่ดาราหลายคนมีข่าวเกิดขึ้นในสื่อหลัก ว่าไปอ้างอิงพาดพิงถึงบุคคลที่สามในทางเสียหาย เพราะดาราหรือคนที่มีชื่อเสียงเหล่านั้น ไปบ่นหรือพรรณนาเอาไว้ในเฟซบุ๊ก โดยลืมไปว่านอกจากกลุ่มคนที่ตนเองเกี่ยวข้องด้วยแล้ว อาจจะมีบางคนไปต่อเชื่อมกับคนอื่นในอีกหลายๆ ด้านบนโลกเฟซบุ๊ก จนทำให้ไปเข้าหูของสื่อมวลชนหรือคู่กรณีได้

 หน้าเฟซบุ๊กของผมมีคนทำงานในด้านสื่อรายหนึ่ง บ่นตัดพ้อต่อว่าเพื่อนร่วมงานโดยมีคนอื่นๆ เข้ามาปลอบใจบ้างเห็นใจบ้าง และจากการติดตามข้อมูลนั้นๆ ทั้งที่ผมไม่รู้จักตัวตนจริงและสถานที่ทำงานของเจ้าของประเด็นมาก่อน แต่ผมก็แทบจะรู้ได้เลยว่าเรื่องราวนั้นเกิดขึ้นในองค์กรไหนและระหว่างใคร

 พ่อแม่จำนวนมากที่เอาแต่บ่นว่าลูกของตัวเอง หาว่าเอาแต่นั่งเฝ้าหน้าจอเข้าเฟซบุ๊กทั้งวัน โดยไม่พยายามหาวิธีแก้ไขหรือทำความเข้าใจกับลูก ท้ายที่สุดลูกจึงหนีไปอยู่ในโลกของพวกเขา ที่ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่อย่างไร จนทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับลูกหลานมาไม่น้อยแล้ว

 วิธีป้องกันที่ผมได้จากการเข้าไปอยู่กับโลกดิจิทัลในเวลาไม่นานนักก็คือ ถ้าลูกหลานของใครคนใดคนหนึ่งเอาแต่เข้าเฟซบุ๊ก คนเป็นพ่อเป็นแม่จงเข้าไปคลุกกับเขาด้วยการเล่นและ “แอด” ให้อยู่ในสังคมเดียวกัน ด้วยวิธีการให้ลูกหลานมาสอน และคุยกับเขาให้สนุกอย่าให้เขาคิดว่ากำลังเฝ้าติดตามดู

 การใช้เวลาเข้าเฟซบุ๊กสังคมเดียวกับลูก สักวันละครั้งหรือสัปดาห์ละสองครั้ง น่าจะเพียงพอให้พ่อแม่ทั้งหลายจะได้รู้ว่า สังคมรอบตัวในโลกดิจิทัลที่ลูกของคุณกำลังดำเนินนั้น เริ่มมีสิ่งบอกเหตุอันใดที่จะต้องให้เราเข้าไปยับยั้งก่อนหรือไม่ 

 ถ้าช่องว่างระหว่างวัยและความคิดของคนในครอบครัวไม่ถ่างออกไป ปัญหาสังคมก็จะเกิดตามมาน้อยลง เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีมากยิ่งขึ้น เฟซบุ๊กจึงไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจหรือมีไว้ระดมมวลชนทางการเมืองเท่านั้น ของทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ อยู่ที่คนใช้มันถูกหรือไม่เท่านั้นเองครับ

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ