
วิธีดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้สนุก(ช่วยๆกันหน่อยครับ)
แน่นอนว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังเกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ครั้งแรกในสังคมไทย (และแน่นอนว่าไม่ควรจะเป็นครั้งสุดท้าย) แต่ดูท่าทีแล้วการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ (ที่กำลังดำเนินอยู่ แม้ว่างานเขียนชิ้นนี้ของผมจะเขียนขึ้นในคืนก่อนการอภิปรายก็ตาม) น่าจะไม่ค่อ
แน่นอนว่าหนึ่งในเหตุผลก็คือลักษณะพิเศษของการเมืองในปัจจุบันนั้นก็คือ การเมืองของความกลัว การเมืองของการกักกั้นที่ทำให้นักการเมืองอีกจำนวนมากไม่ได้ทำหน้าที่ทางการในตำแหน่งของนักการเมืองในสภา และการเมืองของการเลือกข้าง
การเมืองที่มีบรรยากาศเช่นนี้ (แน่นอนว่าบรรยากาศนี้ถูกสร้างขึ้น) ย่อมทำให้เราคิดทุกอย่างว่าเป็นเรื่องของความถูกต้อง และเมื่อพรรคฝ่ายค้านไม่ได้ถูกมองว่ายืนอยู่ข้างความถูกต้อง บรรยากาศของการอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงถูกไม่ไว้วางใจตั้งแต่แรก
ตัวชี้วัดก็คือ เราไม่พบว่าสื่อพยายามที่จะริเริ่มในการค้นหาข้อมูลเพื่อการไม่ไว้วางใจใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งแตกต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านๆ มาที่สื่อกลับเป็นจุดตั้งต้นของการค้นหาข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนกระทั่งฝ่ายค้านนำมาใช้เป็นประเด็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้
ลองดูกรณีของการทุจริตในเรื่องของอุปกรณ์ในสนามบินได้ไหมครับ? นั่นแหละครับ
สิ่งที่เราพบในตอนนี้ก็คือ เอ้า ฝ่ายค้านเขาว่าอย่างไร ฝ่ายรัฐบาลเขาว่าอย่างไร
สื่อมวลชนกลายเป็นผู้ชมตั้งแต่เมื่อไหร่? ไหนว่าอยากเป็นตะเกียง ไหนว่ายืนข้างความถูกต้อง?
สุดยอดครับ...
ประการต่อมา ความน่าเบื่อของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของความโกหกหลอกลวง เพราะว่าเราเชื่อว่าการปฏิรูปที่ผ่านมานั้นมีความจริงจังกว่าเกมสภา
อาทิ การมีองค์กรอิสระที่ตรวจสอบนักการเมือง และข้าราชการ ดังนั้น นักการเมืองไม่สามารถตรวจสอบกันเองได้อย่างน่าเชื่อถือ ในทำนองเดียวกับที่ข้าราชการก็ไม่ควรจะตรวจสอบกันเอง หรือที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ นักการเมืองกับข้าราชการนั้นต้องถูกตรวจสอบจากองค์กรภายนอกเท่านั้น
ในแง่นี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงไม่ค่อยมีพื้นที่ในการเมืองของความจริงจังและการเมืองที่เต็มไปด้วยอคติต่อนักการเมืองมากนัก เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ถ้าคดีมีมูลจริงๆ ก็คงส่งไปตามศาลและองค์กรอิสระต่างๆ ไปเลย
ที่หนักไปกว่านั้นคือ กระแสของการอภิปรายนั้นถูกให้ค่าด้วยสื่อในแง่ของการทะเลาะกัน มากกว่าการที่สื่อจะไปช่วยค้นหาความจริง โดยที่สื่อสามารถหากินกับข่าวว่านายกฯ และรองนายกฯ โจมตีฝ่ายค้านว่าไม่มีอะไรใหม่ ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวหาว่า ส.ส. นั้นมีเอกสิทธิ์ ดังนั้นจะพูดอะไรก็ได้
จึงไม่น่าแปลกที่ความสนใจที่มีต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นย่อมลดลง ถึงกับที่มีการตัดสัญญาณการถ่ายทอดในบางครั้งก็ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก ผมยังมีศรัทธากับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ไม่ได้มองว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นทุกเรื่องน่าเชื่อถือทั้งหมด
ประเด็นก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น อาจไม่ใช่พื้นที่ของการอ้างเหมาความถูกต้องหนึ่งเดียว แต่อย่างน้อยก็เป็นการพยายามที่จะสื่อสารกับประชาชนถึงหลักการกว้างๆ ของสังคม
เพราะในอีกด้านหนึ่งนั้น กระแสตุลาการภิวัฒน์และการเชื่อว่าองค์กรอิสระนั้นเป็นองค์กรชี้ขาดในทุกเรื่องนั้น หลายครั้งที่ผ่านมาก็สร้างความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ดี ในแง่ของคุณสมบัติของผู้ตัดสิน ในแง่ของการเลือกข้างของผู้ตัดสิน และในแง่ของการที่เต็มไปด้วยเทคนิคของภาษากฎหมายของผู้ตัดสิน ผมคิดว่าการจะชมการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้สนุกนั้นอาจจะไม่สามารถค้นหาและเชื่อความจริงที่พูดกันได้ง่าย ตราบใดที่สื่อไม่ช่วยค้นหาความจริงนั้น และในอีกด้านหนึ่ง เราควรจะมาถกเถียงกันในเรื่องของหลักการก่อนเรื่องของข้อกฎหมายรายละเอียด อาทิ เรื่องของ หลักการว่าการสำแดงราคานั้น ถ้าทำได้เพราะมีช่องให้ทำ กับ ไม่ควรทำนั้น บ้านเมืองเราจะไปกันทางไหน เป็นต้น
รากฐานของประชาธิปไตยนั้นอยู่ที่ว่าเราวางหลักการของกฎหมายและการตัดสินใจอย่างไร ไม่ใช่เชื่อตะพึดตะพือว่าคนที่เรามอบหมายให้ตัดสินนั้นทำอะไรก็ไม่ผิด เพราะนั่นหมายความว่าเราไม่เข้าใจคำว่าอำนาจอธิปไตยมาจากและเป็นของประชาชนเอาเสียเลย



