ข่าว

 วัฒนธรรมอภิปราย

วัฒนธรรมอภิปราย

17 มี.ค. 2554

การอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไปนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี 9 คน เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ เริ่มมาแล้ว 2 วันเต็ม นี่เป็นกระบวนการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยปกติ ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากมองในมิติของประชาชนบางส่วน

 และสื่อมวลชนส่วนใหญ่ วัฒนธรรมการบริโภคข่าวสาร การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะเน้นในเรื่องความมัน ความสะใจ การตอบสนองสัญชาตญาณความต้องการ ความตื่นเต้น เร้าใจ หลายครั้งไม่ได้ต้องการเหตุผล ข้อมูล หรือตัวเลขใดๆ ต้องการเพียงบรรยากาศเร้าใจ ที่สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึก ความเกลียดชัง อคติที่มีต่อตัวบุคคลเท่านั้น ฉะนั้น ภาพของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่อภิปรายราบเรียบ ประกอบแผนภาพในสภา จึงดูเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมเดิมไม่น้อย

 การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ มีขึ้นไม่นานนัก ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศยุบสภา ด้วยเงื่อนเวลา พรรคการเมืองฝ่ายค้านจึงมิได้หวังผลที่จะโค่นล้มรัฐบาล เพื่อเข้าบริหารราชการแทนที่แน่นอน แต่หากมองในแง่ประโยชน์ นอกจากประชาชนที่จะได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสารทั้งสองด้านแล้ว ในมุมของนักการเมือง ก็อาจกล่าวได้ว่า เป็นการหาเสียงอุ่นเครื่องเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้พรรค โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่ได้ปูพรมด้วยป้ายโฆษณาหาเสียงโจมตีนโยบายและการทำงานของรัฐบาลแล้วทั่วประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะแก้ข้อกล่าวหา มิใช่เพียงสำนวนโวหาร แต่ด้วยหลักฐาน ข้อมูล ตัวเลข ที่จะหักล้างข้อกล่าวหาได้

 สิ่งที่ยังคงเป็นประเด็นที่แสดงความด้อยพัฒนาของนักการเมืองไทย ถึงแม้ว่าจะเบาบางลงจนแทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ก็คือการอภิปรายด้วยถ้อยคำเสียดสี หมิ่นแคลนนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือไม่ก็เป็นการอภิปรายโดยไม่ได้ทำการบ้านมาเพียงพอ ของนักการเมืองฝ่ายค้านบางคน หรือการอภิปรายเพียงตอบสนองอารมณ์ความรู้สึก หรืออคติส่วนตัว ของตนเองเท่านั้น ประชาชนโดยทั่วไปไม่ได้ประโยชน์อันใด นอกจากความรู้สึกเสียดายเวลา เสียดายพลังงาน เสียดายงบประมาณที่ใช้ไปในการถ่ายทอดสดการอภิปราย นอกจากนั้นความพยายามที่จะสร้างถ้อยคำที่เกินจริงของนักการเมืองฝ่ายค้าน เช่น การบริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ก็ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีอารมณ์ร่วมไปด้วย

 ไม่ว่าจะพึงพอใจหรือไม่ ประชาชนมีสิทธิที่จะแสดงความรู้สึกเบื่อหน่ายการเมือง โดยเฉพาะพิธีกรรมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่เป็นอาวุธสำคัญของฝ่ายค้าน ในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่ถึงอย่างไร ก็ต้องอดทน ฟังความคิดเห็น ฟังวาทกรรมซ้ำๆ ที่อาจไม่ได้มีพัฒนาการมากนักของนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล แต่นี่คือกติกา นี่คือเวทีการต่อสู้ของนักการเมืองตามกติกาประชาธิปไตย ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง ประชาธิปไตยจะยืนหยัดอยู่ไม่ได้เลย ถ้าประชาชนเบื่อหน่าย และคนบางกลุ่มไม่อดทนเพียงพอ