
รายงาน-วัดกำลังกฎหมู่...กฎหมาย
หลังจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่เรียกขานตัวเองว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเปิดฉากยุทธการดาวกระจายบุกปิดกั้นถนนสายหลักทั่วกรุงเทพฯ เป็นเหตุให้การจราจรเมืองหลวงกลายเป็นอัมพาต สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง
แถมชุดสืบสวนของตำรวจนครบาลยังมีเบาะแสว่ามีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเตรียมที่จะก่อเหตุวุ่นวายเพื่อให้เกิดการจลาจลทั่วกรุงเทพฯ ซึ่ง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. ออกมายอมรับต่อสื่อมวลชนด้วยตนเองว่า ตลอดทั้งคืนวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา มีการวางแผนใช้ไฟเผา และใช้ระเบิดก่อเหตุในพื้นที่กรุงเทพฯ หลายจุด ซึ่งตำรวจต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้น
ข้อมูลดังกล่าวมีการรายงานให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง รับทราบเป็นระยะ
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ถึงกับนิ่งเฉยอยู่ไม่ไหว ออกมาประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยให้ตำรวจเร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อดำเนินการในทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยหวังจะให้สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง
แต่ในทางปฏิบัติ ดูเหมือนว่า คำพูดของนายอภิสิทธิ์ จะยิ่งเป็นการราดน้ำมันลงในกองเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำ เพราะเช้าตรู่ของวันที่ 10 เมษายน ผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงก็กระจายกำลังออกปิดกั้นเส้นทางจราจรเพิ่มอีกหลายสาย แม้ในวันดังกล่าวจะเป็นวันหยุดราชการตามคำประกาศของรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาการจราจรในเมืองหลวงของประเทศทุเลาลง
หนำซ้ำกลุ่มคนเสื้อแดงยังยกทัพบุกเมืองพัทยา จ.ชลบุรี สถานที่จัดประชุมผู้นำอาเซียนบวก 3 และอาเซียนบวก 6 เพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ จนตำรวจและทหารต้องเกณฑ์กำลังมาควบคุมสถานการณ์ด้วยความทุลักทุเล
ท่ามกลางความพยายามกระพือไฟจลาจลของกลุ่มผู้ชุมนุม ตำรวจหน่วยงานหลักซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมสถานการณ์ต้องใช้ความระมัดระวังในการควบคุมสถานการณ์ โดยทุกก้าวย่างต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ พล.ต.ท.วรพงษ์ ต้องเรียกประชุมทีมงานเพื่อประเมินสถานการณ์ทุกๆ ชั่วโมง เพื่อปรับแผนการปฏิบัติให้สอดรับกับสถานการณ์จริง
ตำรวจหลายพันนายถูกระดมมาช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อรักษาอาการอัมพาตในระบบขนส่งของกรุงเทพฯ โดยเน้นหนักที่การเจรจาต่อรองเพื่อให้กลุ่มคนเสื้อแดงยอมเปิดเส้นทาง ซึ่งตำรวจทุกนายถูกกำชับห้ามใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด เพราะหากพลาดพลั้งเกิดความสูญเสียขึ้นจะกลายเป็นชนวนแห่งสงครามกลางเมือง ตำรวจจะตกเป็นจำเลยสังคม
มาตรการที่ตำรวจทำได้ในเวลานี้นอกจากการเจรจาขอความเห็นใจจากกลุ่มเสื้อแดงแล้ว ก็คือความพยายามในการบังคับใช้กฎหมาย ชุดสืบสวนหลายร้อยชีวิตถูกส่งเข้าไปแฝงตัวตามจุดการชุมนุมต่างๆ เพื่อบันทึกภาพความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อใช้เป็นหลักฐานส่งให้ฝ่ายกฎหมายประกอบการทำสำนวน เพื่อดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุม
โดยในเร็วๆ นี้ เตรียมที่จะออกหมายจับ 6 แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อหวังกำราบ "ม็อบคนรักทักษิณ"
6 แกนนำ นปช. ที่อยู่ในข่ายจะถูกออกหมายจับลอตแรก ได้แก่ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ วีระ มุสิกพงศ์ จักรภพ เพ็ญแข ก่อแก้ว พิกุลทอง และ นพ.เหวง โตจิราการ
ข้อหาแรกที่ตำรวจจะทำสำนวนขออำนาจศาลออกหมายจับแกนนำคนเสื้อแดง คือชุมนุมมั่วสุมเกิน 10 คน ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ส่วนการบุกปิดกั้นเส้นทางต่างๆ นั้น อยู่ในข่ายความผิด กีดขวางเส้นทางจราจร ซึ่งตำรวจจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา เป็นรายกรณีไป
อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการการบังคับใช้กฎหมาย แม้ผู้นำสูงสุดของประเทศจะมีบัญชาให้ตำรวจระดับปฏิบัติงานเร่งดำเนินการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันทีทันใด
เพราะการออกหมายจับใครได้นั้นจะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประกอบกับการถูกกดดันจากกลุ่มคนเรือนแสนและสถานการณ์ที่เสี่ยงจะเกิดสงครามกลางเมือง ตำรวจก็ยิ่งต้องปฏิบัติงานอย่างระวังเนื้อระวังตัว
สุดท้ายแล้วคำสั่งบังคับใช้กฎหมายจัดการม็อบเสื้อแดงของนายอภิสิทธิ์ จะสัมฤทธิผลหรือไม่ ตำรวจจะออกหมายจับใครได้ก่อนม็อบจะสลาย หรือต้องรอให้ม็อบสลายไปก่อนที่การดำเนินคดีแกนนำจะเกิดขึ้นย้อนหลัง สุดท้ายแล้วผลแพ้ชนะระหว่างกฎหมายที่รัฐบาลพยายามงัดมาจัดการกับม็อบ หรือรัฐนาวานายอภิสิทธิ์ จะเพลี่ยงพล้ำต่อพลังกฎหมู่ของกลุ่มเสื้อแดง คงต้องติดตาม



