
คนค้านนิวเคลียร์เปิดรับบริจาคช่วยญี่ปุ่น
เครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อุบลฯ ชุมนุมประท้วงค้านตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พร้อมไว้อาลัยและเปิดตู้รับบริจาคแก่ผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่น
เมื่อเวลา 08.30 น. วันนี้ (16 มี.ค. 54) ที่หน้าศาลหลักเมืองอุบลราชธานี เครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จ.อุบลราชธานี กว่า 100 คน นำโดย น.ส.สดใส สร่างโศรก และ ผศ.ดร.ชมพูนุช โมราชาติ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี ร่วมกันชุมนุมประท้วงคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่รัฐบาลมีแผนก่อสร้างขึ้นในจ.อุบลราชธานี และอีก 4 แห่งในจังหวัดอื่นๆ ของประเทศ โดยการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ ผู้ชุมนุมได้ถือป้ายประท้วงข้อความคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะเกิดขึ้น และผลกระทบที่จะตามมา โดยหยิบยกประเทศญี่ปุ่นที่กำลังประสบภัยอยู่ในขณะนี้เป็นตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมยืนไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิและผู้ได้รับกระทบจากการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย
ขณะเดียวกันยังได้เปิดตู้รับบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วย ก่อนที่แกนนำผู้ชุมนุมจะอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องขอให้ทบทวนแผนการก่อสร้างและดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี แก่สื่อมวลชนได้รับฟัง โดยมีใจความแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อความสูญเสียของประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ได้รับภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติและการระเบิดของเตาเผาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งในประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่าภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิเป็นภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ต่างจากภัยจากการระเบิดของเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่สามารถป้องกันได้หากไม่ก่อสร้างขึ้น
พร้อมกันนี้ยังระบุเนื้อหาที่ว่า รัฐบาลไทยได้อนุมัติแผนพีดีพี 2010 โดยมีพลังงานนิวเคลียร์อยู่ในแผน 5,000 เมกกะวัตต์ ในช่วงปี 2554-2573 โดยมีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 โรง โรงไฟฟ้าถ่านหิน 10 โรง และโรงไฟฟ้าก๊าซ 20 โรง โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้คัดเลือก 5 พื้นที่ ได้แก่ อุบลราชธานี นครสวรรค์ ตราด สุราษฎร์ธานี ชุมพร
ทั้งนี้ จ.อุบลราชธานี ถูกเลือกเป็นอันดับ 1 โดยพิจารณาจากด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และการประเมินต้นทุนของโรงไฟฟ้า ซึ่งการดำเนินการด้านข้อมูลได้แล้วเสร็จและจัดส่งให้รัฐบาลแล้ว และหลังจากนี้ กฟผ. จะจัดเตรียมร่างเงื่อนไขการประกวดราคาว่าจ้างที่ปรึกษากำหนดสเปคของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งหาก ครม.อนุมัติให้ก่อสร้างก็จะใช้เวลาประกวดราคาประมาณ 3 ปี และใช้เวลาก่อสร้าง 6 ปี และจะเริ่มจ่ายไฟได้ในปี 2563 ซึ่งแผนดังกล่าวกำลังนำพาประเทศและประชาชนทั้งจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงไปสู่ความหายนะ โดยระบุว่าแม้นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นยังยอมรับว่าภัยพิบัติครั้งนี้เท่ากับความสูญเสียของญี่ปุ่นที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2
เนื้อหาของจดหมายเปิดผนึกยังระบุต่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าระบบความปลอดภัยในญี่ปุ่นมีความเคร่งครัดรัดกุมอย่างยิ่งเนื่องจากญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติอยู่เสมอ แต่กระนั้นยังเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงอย่างที่เกิดขึ้น หากเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้ในประเทศไทย ซึ่งระบบการเตือนภัยและมาตรฐานด้านความปลอดภัยมีปัญหา อีกทั้งประชาชนยังไม่คุ้นเคยกับมหันตภัยอันเกิดจากนิวเคลียร์ โดยเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะมีขึ้นอยู่ในพื้นที่ชนบทประชาชนห่างไกลการรับรู้ข่าวสารหากเกิดภัยพิบัติเกิดขึ้นจะต้องพบกับความสูญเสียอย่างที่ไม่อาจคาดหมายได้ เครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จ.อุบลราชธานี จึงขอยืนยันจุดยืนคือการคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทยและให้รัฐบาลยกเลิกแผนพีดีพี 2010 เสียแต่ยังไม่ได้ดำเนินการไปมากกว่านี้
น.ส.สดใส กล่าวด้วยว่า เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหมือนประเทศญี่ปุ่นหรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลที่รัสเซีย จึงได้ออกมาเรียกร้องและแสดงการคัดค้านซึ่งเชื่อว่าชาวอุบลราชธานีส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับรู้รับทราบข้อมูลนี้ และเชื่อมั่นว่าคนอุบลฯ ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแผนการก่อสร้างดังกล่าว พวกตนจึงได้ออกมาเป็นตัวแทนคัดค้าน และจะยื่นหนังสือต่อ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.ที่จะเดินทางมาที่ จ.อุบลฯ ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อให้ช่วยตรวจสอบโครงการนี้ และเสนอทบทวนแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของรัฐบาล
นอกจากการออกมาแสดงออกถึงการคัดค้านครั้งนี้แล้ว ยังเพื่อแสดงออกถึงความไว้อาลัยต่อชาวญี่ปุ่นที่ประสบภัยทั้งธรรมชาติและภัยจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด พร้อมทั้งมาขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมืองอุบลฯ เพื่อให้คุ้มครองชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบทุกคน และขอให้คุ้มครองคนไทยและชาวอุบลฯ ไม่ให้ประสบกับภัยที่อาจจะเกิดขึ้นหากรัฐบาลไทยอนุมัติให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในประเทศ
ผศ.ดร.ชมพูนุช กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เคยถูกระเบิดปรมณูจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐและยังต้องเผชิญกับภัยทางธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้พอเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิและการระเบิดของเตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ชาวญี่ปุ่นต่างอยู่ในสภาพจำยอม แต่สำหรับประเทศไทยต่างกันเนื่องจากเรามีทางเลือกที่มากกว่าแต่ประชาชนกลับต้องถูกยัดเยียดสิ่งที่ไม่ต้องการลงมาสู่พื้นที่ ซึ่งกรณีดังกล่าวหากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะมาตั้งเกิดระเบิดหรือมีปัญหาขึ้นมาในอนาคตแม้แต่ทารกที่อยู่ในครรภ์ก็จะต้องประสบภัย ดังนั้นเมื่อเราไม่มีโอกาสเลือกเพราะรัฐบาลเป็นผู้เลือกให้เราจึงต้องออกมายืนประท้วง ณ จุดนี้ และจะสู้จนถึงที่สุด เพื่ออนาคตของคนในพื้นที่และลูกหลาน



