
อดทนต่อความเจ็บใจ?
สงสัยโดนแมนยูกินมา กลางวันแสกๆ ยังตั้งด่าน ชายวัยกลางคนพูดถึงตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยการตั้งด่านกวดขันจับกุมผู้กระทำผิดในการขับขี่รถบนถนนสาธารณะ
ในขณะที่ตำรวจตั้งด่านอยู่ในย่านมหาวิทยาลัยมีรถจักรยานยนต์ผ่านไปมาจำนวนมาก ถนนกว้าง 4 เลน มีเกาะกลางถนน ช่วงเวลาตั้งด่านราวบ่ายสอง การปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนมาก มิได้ถูกกล่าวถึงด้วยน้ำเสียงที่แสดงความชื่นชมยกย่อง หากแต่เต็มไปด้วยความดูแคลน เหยียดหยัน “สงสัยใกล้วันเกิดใครมั้ง?” ชายหนุ่มคู่สนทนาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนในกลุ่ม
บ่อยครั้งที่ดิฉันมักจะได้ยินเสียงของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนกล่าวถึง การปฏิบัติงานของตำรวจจราจรในแง่ลบ ยามเมื่อตำรวจจราจรปฏิบัติตามนโยบายการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดโดยการตั้งด่าน จะมีประชาชนหรือผู้ใช้รถใช้ถนนสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะมีความคิดเห็นว่า การตั้งด่านบังคับใช้กฎหมายของตำรวจเป็นไปด้วยความหวังดี ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับขี่ให้ขับรถอย่างปลอดภัย
“ผมอยากให้ตำรวจลองหยุดงานสักเดือน บอกล่วงหน้าเลยว่าต่อไปนี้หนึ่งเดือนตำรวจจะไม่ทำอะไรเลย ไม่จับใครทั้งนั้น ใครอยากทำอะไรก็ทำเชิญตามสบาย ผมอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง” ดาบตำรวจพูดด้วยน้ำคำประชดประชันตอบโต้ทัศนะเชิงลบที่ชาวบ้านมีต่อการปฏิบัติงานของตำรวจ
ภาพลักษณ์เชิงลบในสายตาของประชาชนที่เกิดขึ้นในวงการตำรวจเกิดขึ้นจากงานจราจรนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากมายาคติของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการสร้างความปลอดภัยทางถนน ทั้งที่อยู่ในวงการตำรวจและอยู่นอกวงการตำรวจ ที่คิดแต่เพียงว่า ตำรวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
อีกทั้งมีมายาคติเพียงว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ที่ร้ายไปกว่านั้นคือการคิดว่า ตำรวจไม่อยากจับ ขี้เกียจตั้งด่านเรียกตรวจรถ จึงเลือกที่จะใช้วิธีสร้างแรงจูงใจในการทำงานเพื่อตั้งด่านจับปรับ โดยกำหนดว่า หากใครตั้งด่านจับปรับมากก็จะมีเงินค่าตอบแทนเพิ่มพิเศษให้ แต่เงินพิเศษนี้มีเพดานไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ด้วยวิธีคิดเบื้องหลังการกำหนดนโยบายและมาตรการเช่นนี้ ทำให้ตำรวจขยันที่จะตั้งด่านจับปรับมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายและสร้างหลักการจูงใจต้องการ แต่กลับพบว่า เมื่อเงินส่วนแบ่งค่าตอบแทนครบเต็มตามเพดานที่กำหนดไว้ ผลการปฏิบัติงานก็จะชะลอตัวหรือหยุดยั้ง ดังนั้นภาพที่ปรากฏแก่สายตาของประชาชนจึงเป็นไปในลักษณะ ตำรวจจราจรทำงานเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเป็นช่วงๆ
“วันอาทิตย์ไม่มีนาย” หญิงกลางคนบอกดิฉันเมื่อขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย พร้อมพูดต่อว่า “นายจะจับช่วงกลางเดือนกับช่วงสิ้นเดือน จับตรงโน้น” หญิงสาวชี้ให้ดูสถานที่ที่ตำรวจชอบตั้งด่าน
“ผมเดินตลาด ชาวบ้านเขาก็ด่ากันเรื่องตั้งด่าน ก็ไม่รู้จะทำยังไง ทำก็โดน ไม่ทำก็โดน” พนักงานสอบสวนซึ่งปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรในวันนั้นเล่าให้ดิฉันฟังถึงประสบการณ์ที่ชาวบ้านมีต่อการปฏิบัติงานของตำรวจจราจร ทั้งๆ ที่ในอำเภอแห่งนี้มีการประชาสัมพันธ์ รณรงค์กันอย่างมากโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัย
“จับปรับแจก” ถูกนำมาเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อลดแรงต้านในการบังคับใช้กฎหมายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ แต่ก็ยังไม่พ้นคำกล่าวหาและทัศนคติในเชิงลบ “ขายหมวกหน่ะสิ ไอ้ที่เอามาแจกได้ฟรีมาจากร้านทองบ้าง บริษัทต่างๆ บ้างแล้วมาบอกว่าแจก ยังไงก็ยังได้ค่าปรับอยู่ดีแหละ ทำเป็นมาพูดว่าแจก แล้วที่แจกมาก็ไม่ได้มีคุณภาพ เกิดอุบัติเหตุจริงๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้” คำพูดพรั่งพรูสะท้อนทัศนคติเชิงลบและอคติที่ฝังแน่น
“ต้องช่วยตำรวจ หน่วยงานอื่นต้องช่วยตำรวจด้วยไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจปะทะกับความรู้สึกของชาวบ้านเพียงลำพัง จะให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดแล้วหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกลับไม่แสดงบทบาทที่ชัดเจน ไม่ยืนเคียงข้างตำรวจ ขืนปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ภาพลักษณ์ของตำรวจในสายตาประชาชนไม่มีวันดีขึ้น” นายตำรวจวอนขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงตัวในการร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่ไม่ปลอดภัยร่วมกับตำรวจ
หรือหน่วยงานอื่นคิดแต่เพียงว่า ตำรวจมีความสามารถในการอดทนต่อความเจ็บใจได้อยู่แล้ว ! อย่าลืมว่าสถิติการฆ่าตัวตายและจำนวนตำรวจที่มีปัญหาสุขภาพจิตมีไม่น้อยเลย !
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



