
ทบทวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ปรากฏการณ์ภัยพิบัติ ทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิที่ถล่มญี่ปุ่นจนย่อยยับ ทั้งในแง่ของชีวิต จิตใจ และทรัพย์สิน และตามมาด้วยการระเบิดของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ หรือพลังงานยูเรเนียม ที่เกิดภาวะการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี
จนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตของคนและสัตว์ จนนักวิชาการบางคนออกมาบอกว่า ความเลวร้ายของกัมมันตภาพรังสีคราวนี้อาจรุนแรงพอๆ กับเหตุการณ์ที่ทหารสหรัฐทิ้งบอมบ์ลงกลางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮิโรชิมา และนาฮาซากิ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จนญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นกลัวไปทั่วโลก หวาดผวาไปกับภัยร้ายที่มาเยือนชาวโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยูโรป ต่างพากันออกมาเรียกร้องให้ทบทวน และตรวจสอบความมั่นคง ปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ในแต่ละประเทศว่า ยังมีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยดีอยู่หรือไม่ หรือประเทศที่กำลังจะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ตื่นกลัว เพราะแม้แต่ญี่ปุ่นที่ถือว่าสุดยอดของมาตรการดูแลเรื่องความปลอดภัยยังต้องประสบกับชะตากรรมที่เลวร้ายได้ขนาดนี้
ไทยเรามีแผนจะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่งผู้เชี่ยวชาญสำรวจพื้นที่เป้าหมาย 14 จุดทั่วประเทศ ขณะนี้เคาะแล้วเหลือ 5 พื้นที่ คือ อ.สิชล อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ และ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนต้องเริ่มก่อสร้างโรงแรกให้แล้วเสร็จภายในปี 2563 แต่เข้าใจว่า เวลานี้ผิดแผน เพราะการทำความเข้าใจกับคนไทยเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังน้อยมาก แค่เอ่ยชื่อคนไทยก็ผวาแล้วกับภาพหลอนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลของรัสเซียที่ระเบิดเมื่อ 30 ปีก่อน
แน่นอนว่า แม้ กฟผ.จะเคาะเลือกพื้นที่มาแล้ว แต่ใช่ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในบ้านเราจะเกิดขึ้นง่ายๆ เพราะต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนในเขตพื้นที่ และครม.ต้องให้ความเห็นชอบด้วย ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้ ยังไม่ได้ดำเนินการด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการขอความยินยอมจากประชาชนเจ้าของพื้นที่ถือว่ายากที่สุดในขบวนการทั้งหมด เพราะไปที่ไหนก็มีแต่คนไม่เอา แถมออกมาขับไล่ด้วยซ้ำ เพราะกลัวความเลวร้ายย่อยยับจะมาเยือนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และไม่มีหลักประกันใดๆ ในความปลอดภัย แม้แต่ญี่ปุ่นยังเจอ แล้วไทยเราละจะมีใครกล้ารับประกัน
เวลานี้ถึงเวลาทบทวนแล้วว่า เราจะเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ หรือยังมีพลังงานทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือพลังน้ำ แต่ไม่ว่าจะเป็นพลังงานใดก็ตาม ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่เมื่อถึงเวลาต้องเลือก สิ่งที่ กฟผ.ต้องให้คำตอบคือ เรื่องของความปลอดภัย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนกับชุมชน และจะมีมาตรการรับมือกับมันอย่างไรมากกว่าการมานั่งโต้แย้งกันแค่ว่า เอาหรือไม่เอากับปัญหาความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า



