ข่าว

"มารค์"แจงมั่นใจตรึงดีเซลถึงสิ้นเม.ย.

"มารค์"แจงมั่นใจตรึงดีเซลถึงสิ้นเม.ย.

15 มี.ค. 2554

“นายกฯอภิสิทธิ์”มั่นใจตรึงราคาดีเซลได้ถึงสิ้นเดือนเม.ย. ประกาศรัฐบาลรับผิดชอบ ไม่ลอยตัวแอลพีจี แฉรัฐบาลทักษิณทำกองทุนน้ำมันติดลบ 9 หมื่นล้าน เย้ยข้อมูลมิ่งขวัญตัดต่อ

 เมื่อเวลา  12.45 น. วันที่ 15 มี.ค.นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นชี้แจงตอบโต้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรรณ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยทันทีว่า รู้สึกแปลกใจไม่นึกว่านายมิ่งขวัญจะมีความแค้นกับตนขนาดนี้ ข้อมูลที่ยกมามีการตกแต่งตัดต่อ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไม่นำข้อมูลข้อเท็จจริงทุกอย่างมาพูดให้ครบถ้วน ดีที่ท่านเสนอตัวเป็นนายกฯจะได้มีการเปรียบเทียบกันถึงวิสัยทัศน์ของคนที่จะมาเป็นผู้นำว่าท่านคิดอย่างไรกับเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองที่ผ่านมา การโจมตีว่ารัฐบาลนี้ก่อแต่หนี้และกู้เงิน ไม่รู้วิธีหาเงิน ทำไมไม่เอาตัวเลขการส่งออกและการท่องเที่ยวช่วงปี 53 ที่เป็นตัวเลขสูงสุดในประวัติศาสตร์การบริหารประเทศ ต่างจากการบริหารธุรกิจ ดุลบัญชีของประเทศจะไปคิดแบบธุรกิจไม่ได้ เมื่อประเทศประสบปัญหา ประชาชนเดือดร้อน เราก็ต้องยอมเป็นหนี้ และยืนยันว่าตั้งแต่ปลายปี 51 จนถึงขณะนี้สถานะการเงินการคลังของประเทศไม่ได้แย่ลง ที่เรากู้มาก็เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้ประชาชน การที่รัฐบาลทำอย่างนี้ผิดหรือ และสิ่งสุดท้ายที่จะดูคือหนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับรายได้มวลรวมของประเทศ ซึ่งตนมีตัวเลขว่าในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  ในยุคที่พวกท่านเชิดชูว่ารุ่งเรืองที่สุดมีหนี้สาธารณะเทียบกับจีดีพีอยู่ที่ร้อยละ 42.75 ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือนม.ค.54 อยู่ที่ร้อยละ 41.94 ซึ่งฐานะประเทศมั่นคงกว่าท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจจากทั่วโลก ในขณะที่รัฐบาลที่พวกท่านบอกว่าบริหารได้วิเศษสุด เป็นช่วงที่ไม่ได้เจอวิกฤตเลย

           นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ถ้าบ้านเมืองนี้กำลังจะล่มสลายจริงอย่างที่ท่านพูดความน่าเชื่อถือของประเทศก็คงไม่มี แต่วันนี้สถาบันจัดอัดนับเครดิตที่สากลให้การยอมรับได้ปรับอันดับประเทศไทยดีขึ้น ซึ่งนายมิ่งขวัญทราบดีแต่ไม่พูด ถ้าการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ทำให้ประเทศหายนะจริงตนยินดีรับผิดชอบ แต่มั่นใจว่าแนวทางการแก้ปัญหาและการบริหารประเทศชาติให้มั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะนี้ยังเป็นแนวทางที่เราจะเดินต่อไปได้ กรณีปัญหาการจัดเก็บภาษีบุหรี่ต่างประเทศนายมิ่งขวัญก็ทำธุรกิจมาก่อนน่าจะรู้ว่าไม่สามารถเอาตัวเลขการนำเข้าของร้านค้าปลอดภาษีกับผู้สั่งนำเข้าสินค้ามาขายปกติมาเทียบกันได้ นายมิ่งขวัญท้าว่าถ้าตนตอบไม่ได้ต้องลาออก ตนจะตอบในช่วงต่อไป  ถ้าชี้แจงได้ไม่ขอให้นายมิ่งขวัญลาออกให้อยู่เพื่อแข่งกับตนต่อไป แต่ยืนยันได้ว่าไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใด ๆ  ที่สั่งเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่อง WTO ไม่ใช่เรื่องในประเทศอย่าจับมาชนกัน

               สำหรับเรื่องข้าวรู้สึกว่านายมิ่งขวัญจะมั่นใจในนโยบายที่เคยทำมาว่าประสบผลสำเร็จ แต่ตนมีรายงานข้อมูลยืนยันว่าในยุคทองขณะนั้นเกิดจากภาวะตลาดโลกอันเนื่องมาจากความต้องการของทั่วโลก รวมถึงการเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารหลายประเทศต้องห้ามส่งออกข้าว ดังนั้นใครจะซื้อก็ต้องวิ่งมาซื้อที่เรา ถามเป็นฝีมือของท่านหรือที่ทำให้ราคาข้าวทั่วโลกสูงขึ้นอย่างนี้ วันนี้พร้อมจะสู้เมื่อถึงการเลือกตั้งเมื่อไหร่ พรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันที่จะประกาศนโยบายประกันรายได้ พรรคท่านประกาศไปเลยว่าไม่เอา แล้วดูว่าประชาชนจะเลือกใคร เพราะโครงการจำนำข้าวของพวกท่านเป็นตัวบิดเบือนกลไกราคาอย่างแท้จริง ซื้อแพงขายขาดทุน ตอนที่เป็นรมว.พาณิชย์ทำให้เกิดความเสียหายมาก มีการเก็บไว้ในสต๊อคกว่า 2 ล้านตัน แต่สุดท้ายท่านเก็งตลาดผิด ราคาข้าวตก ซึ่งตนเคยอภิปรายสมัยเป็นฝ่ายค้านว่าคนที่ตัดสินใจท่านได้ดีที่สุดคือคนในรัฐบาลท่านเอง โดยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯขณะนั้น ได้กล่าวตำหนิท่านกลางสภาต้อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ และสุดท้ายก็ปลดท่านออกจากตำแหน่ง

              นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ด้านพลังงานก็แปลกใจว่าทำไมไม่อภิปรายรมว.พลังงาน แต่ก็เข้าใจในฐานะที่ดูแลนโยบายที่บอกว่าตนจะทำให้กองทุนน้ำมันติดลบแต่ ท่านลืมแล้วหรือประวัติกองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 9 หมื่นล้านบาทเกิดในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ จนรัฐบาลพล.อ.สุรยุธท์ จุลานนท์ ต้องคอยใช้หนี้ให้ จนตัวเลขกลับมาเป็นบวกได้ ยืนยันในหลักการบริหารของตนว่าไม่ต้องการให้กองทุนน้ำมันติดลบ ยังยึดหลักการบริหารที่ว่าช่วงไหนน้ำมันดิบราคาแพงเราก็ยอมชดเชย แต่เมื่อราคาถูกลงต้องจัดเก็บเข้ากองทุน เพื่อจะได้เอาไว้ชดเชยในช่วงแพง ไม่ใช่จะจ่ายชดเชยอย่างเดียว นั่นไม่ใช่การช่วย แต่เป็นการบริหารโดยไม่มีความรับผิดชอบ และที่รัฐบาลนี้ตรึงราคาเบนซิน แต่ชดเชยดีเซลก็เป็นการช่วยคนจนและภาคการเกษตร มั่นใจว่าจะตรึงได้จนถึงสิ้นเดือนเม.ย.นี้แน่ โดยอาศัยการบริหารกองทุน และปรับระบบการจัดเก็บภาษีอีกเล็กน้อย เพราะถ้าตนไม่สนใจก็คงปล่อยให้ขาดทุนเหมือนรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณไปแล้ว แต่ไม่ทำเพราะมีความรับผิดชอบ และตัดสินใจที่จะไม่ขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม จะไม่ปล่อยลอยตัวแอลพีจี ตนจะบริหารแบบของตนและจะนำนโยบายนี้ไปหาเสียงด้วย ก็ต้องไปถามประชาชนว่าจะเอาอย่างไร  

              ส่วนเรื่องปาล์มท่านบอกว่ารัฐบาลให้ขึ้นราคาจาก 38 บาทเป็น 47 บาท เหมือนปล้นประชาชนนั้น แต่ตนมีตัวเลขสมัยท่านเป็นรมว.พาณิชย์ชาวสวนปาล์มได้ราคา 5.90 บาท น้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 35.98 บาท ตนมาเป็นนายกฯชาวสนปาล์มได้ 8.73 บาท น้ำมันปาล์มดิบขึ้นไป 51.48 บาท ต้นทุนห่างกันเยอะมาก แต่สมัยตนให้ขายน้ำมันพืชปาล์มขวดละ 47 บาท ขณะที่สมัยท่าน 47.50 บาท ใครกันแน่ที่ปล้น ใครกันที่บริหารไม่เป็น ดังนั้นข้อมูลที่นายมิ่งขวัญเสนอมานี้เป็นการตัดต่อ ตัดตอน แต่งเติม แต่ตนเอาความจริงมาพูดก็หวังว่าจะไม่เพิ่มความแค้นให้ท่านมากขึ้น