ข่าว

กทม.ผนึก 128 เมืองทั่วโลก ปิดไฟ 1 ชั่วโมง วันที่ 26 มี.ค.นี้

กทม.ผนึก 128 เมืองทั่วโลก ปิดไฟ 1 ชั่วโมง วันที่ 26 มี.ค.นี้

16 มี.ค. 2554

กทม. ร่วมกับ ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ ประเทศไทย และ 4,616 เมือง จาก 128 ประเทศทั่วโลก ร่วมดับไฟ 1 ชั่วโมง ลดโลกร้อน หลังจัดมาแล้ว 3 ปี ประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่างๆ และหลายประเทศทั่วโลกยินดีร่วมกิจกรรมด้วย

  นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ปีนี้ กทม.และดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ ประเทศไทย ยังคงสานต่อการจัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน ภายใต้แคมเปญ “มากกว่าปิดไฟให้โลกพัก” โดยเดินหน้ารณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันปิดไฟที่ไม่ใช้งานเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ร่วมกับเมืองต่างๆ 4,616 เมือง จาก 128 ประเทศทั่วโลก และยังได้รับความร่วมมือจาก 5 เมืองใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยเข้าร่วมกิจกรรมด้วย

 สำหรับกิจกรรมเอิร์ธ เอาร์ 2011 (Earth Hour 2011) จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม 2554 ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน โดยจะปิดไฟพร้อมกันในเวลา 20.30-21.30 น. ร่วมกับ 5 เมืองใหญ่ของประเทศไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมในปีนี้ ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต นนทบุรี และนครราชสีมา นอกจากนี้เมืองต่างๆ 4,616 เมือง จาก 128 ประเทศทั่วโลกก็จะร่วมกันปิดไฟ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลาดังกล่าวของแต่ละท้องถิ่นเช่นกัน

 สำหรับ 12 จุดหลักทั่วไทยที่จะร่วมกิจกรรมปิดไฟระหว่างเวลา 20.30-21.30 น. ในวันเดียวกันคือ กรุงเทพฯ-วัดอรุณราชวราราม วัดสุทัศนเทพวราราม สะพานพระราม 8 และศาลหลักเมือง จ.ขอนแก่น ที่ประตูเมือง, จ.เชียงใหม่ วัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์ ประตูท่าแพ, จ.ภูเก็ต หาดป่าตอง, จ.นนทบุรี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ จ.นครราชสีมา อนุสารีย์ท้าวสุรนารี และสถานที่สำคัญเชิงสัญลักษณ์ทั่วโลกก็จะร่วมปิดไฟเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อแสดงพลังด้วยเช่นกัน

 การจัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 ซึ่งสามารถลดกระแสไฟฟ้าได้ 74 เมกะวัตต์ ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ได้ 46 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2.2 แสนบาท เมื่อเทียบกับก่อนปิดและหลังปิดไฟ

 ส่วนในปี 2552 ลดกระแสไฟฟ้าได้ 1,423 เมกะวัตต์ ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 894 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4.31 ล้านบาท เมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาสูงสุด

 ส่วนปี 2553 ลดกระแสไฟฟ้าได้ถึง 1,620 เมกะวัตต์ ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,003 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4.8 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา