ข่าว

"พระองค์ภา" แนะแนวทาง "เดอะแบงค็อก รูลส์"

"พระองค์ภา" แนะแนวทาง "เดอะแบงค็อก รูลส์"

16 มี.ค. 2554

ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องสำหรับโครงการกำลังใจ ในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ล่าสุดได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ "น้ำพระทัยพระองค์ภา กับการให้โอกาสแก่ผู้ต้องขังหญิง" โดยได้รับได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จไปท

 ในการนี้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเล่าถึงที่มาของโครงการกำลังใจว่า หลังจากมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมทัณฑสถานหญิงกลางกรุงเทพ เมื่อปี 2543 ภายในเรือนจำมีหญิงตั้งครรภ์และเด็กที่ถูกเลี้ยงในเรือนจำ รู้สึกเห็นอกเห็นใจมาก เพราะเด็กเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ต้องได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในระยะแรกเด็กไม่มีผู้ดูแล เนื่องจากกรมราชทัณฑ์ไม่มีงบประมาณในด้านนี้ จนเมื่อปี 2549 หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล จึงได้เริ่มโครงการกำลังใจขึ้น

 "เมื่อครั้งมีโอกาสเข้าร่วมประชุมที่กรุงเวียนนา จึงได้นำไอเดียนี้ไปนำเสนอว่าประเทศไทยมีการดำเนินงานในลักษณะนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนและตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยมจากนานาประเทศ เพราะทุกคนพูดตรงกันว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในทุกประเทศแต่กลับไม่มีใครพูดถึง พอมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาทุกคนก็เห็นด้วยตามนั้น เมื่อเปิดประเด็นสู่เวทีโลกก็มีการคิดต่อไปว่าไม่ควรทิ้งประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงและเด็ก จึงได้มีการรวบรวมอาชญวิทยา ระดมความคิดเห็นจนเกิด "ข้อกำหนดกรุงเทพ ว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง" (เดอะแบงค็อก รูลส์) ฉบับร่าง แล้วนำไปเสนอต่อองค์กรทั่วโลก จนกระทั่งได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาฝ่าฟันประมาณ 2 ปี"

 ทั้งยังทรงกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ข้อกำหนดกรุงเทพได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับหน่วยงานราชการว่า ไม่ได้มีผลบังคับผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นข้อกำหนดเป็นแนวทางคร่าวๆ ว่ามาตรฐานคืออะไรบ้างและนำมาทบทวน ซึ่งหลายข้อก็ทำกันอยู่แล้ว คือทำตามมาตรการนี้ให้ดีที่สุด ตามแต่ศักยภาพเท่าที่มีความสอดคล้องต่อสภาวะในการปฏิบัติงานและสภาวะสังคมของเมืองไทย เพราะเดอะแบงค็อก รูลส์ เป็นการระดมความคิดจากหลายประเทศ ซึ่งมีการพัฒนาต่างกันออกไป จึงไม่จำเป็นต้องทำตามนั้นในทุกเรื่อง อะไรที่ทำได้ก็ทำ อะไรที่ยังทำไม่ได้ ถ้าคิดว่าเป็นสิ่งควรทำก็ต้องพัฒนาต่อไป

 ในการนี้พระเจ้าหลานเธอฯ ทรงให้หลักการไว้ว่า ผู้ต้องขังหญิงไม่ควรต้องถูกกักกันในเรือนจำ โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงที่มีภาระผูกพันต่อบุตรและครอบครัว หากนำการคุมประพฤติ หรือการตรวจสอบก่อนพิพากษามาใช้ ก็น่าจะลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำที่มีจำนวนมากได้

 ด้าน ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า โครงการกำลังใจฯ จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงให้ดีขึ้น จากคำถามที่ว่าแม่ควรมีโอกาสได้เลี้ยงลูกด้วยตัวเองหรือไม่นั้น มีข้อโต้เถียงว่าเด็กไม่ควรอยู่ในเรือนจำ ในส่วนนี้พระองค์ภาทรงมีพระดำริว่าถ้าแม่มีโอกาสได้เลี้ยงลูก นอกจากจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อแม่และลูกแล้ว ยังจะเป็นกำลังใจให้แม่กลับตัวเป็นคนดีเพื่อลูกด้วย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง

 ขณะที่ จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครการกำลังใจฯ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า การที่เดอะแบงค็อก รูลส์ ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ทำงานในกระบวนการยุติธรรมทุกส่วน โดยจะต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรที่จะหาทางแปลเดอะแบงค็อก รูลส์ ให้เป็นรูปธรรมในภาคปฏิบัติต่อไป และน่าจะมีการพัฒนาและขยายจากผู้ต้องขังหญิงไปสู่คนสูงอายุ คนพิการ คนที่อยู่ในภาวะสมองปัญญาอ่อนด้อย สภาพจิตไม่สมบูรณ์ ซึ่งเดอะแบ็งค็อก รูลส์ ชี้ให้เห็นว่าไม่ควรใช้มาตรการลงโทษเดียวกันทั้งหมดโดยไม่เลือกความแตกต่างของสภาพร่างกาย จิตใจ และสถานะของแต่ละบุคคล

 ปิดท้ายที่ ทิชา ณ นคร กล่าวว่า ถ้าหากได้อ่านเดอะแบงค็อก รูลส์ ทั้ง 70 ข้อจะพบว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการตอกย้ำให้รู้ว่ามนุษยธรรมต้องมาก่อนกฎหมายเสมอ การปฏิบัติตามเดอะแบงค็อก รูลส์ ไม่ใช่การเลือปฎิบัติ แต่ระหว่าหญิงกับชายมีบางสิ่งที่แตกต่างกัน และจำเป็นต้องใช้ขบวนการที่มีมาตรฐานแตกต่างกัน ซึ่งจะช่วยยกระดับการยอมรับในสังคมไทย โดยเฉพาะมิติทางกฎหมาย