ข่าว

'มิ่งขวัญ'แฉเงินกองทุนน้ำมันถึงสิ้นมี.ค.

'มิ่งขวัญ'แฉเงินกองทุนน้ำมันถึงสิ้นมี.ค.

15 มี.ค. 2554

“มิ่งขวัญ”นำทัพเปิดอภิปรายภาพรวม เปิดตัวเลขกองทุนน้ำมัน แฉสิ้นมี.ค.เงินหมด โวยรัฐบาลมาร์กทำบ้านเมืองหายนะ - เศรษฐกิจพังทั้งระบบ

(15มี.ค.) นายมิ่งขวัญ   แสงสุวรรณ   ส.ส.สัดส่วน ในฐานะผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ   ได้อภิปรายภาพรวมของญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเป็นคนแรก  โดยนายมิ่งขวัญ   อภิปรายว่า   การอภิปรายต่อจากนี้ไปจะเป็นการอภิปรายการบริหารงานที่ล้มเหลวของนายกฯที่ทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศไทย และก่อให้เกิดการทุจริตอย่างมากมาย  ความล้มเหลวดังกล่าวนอกจากทำให้เกิดการทุจริตการไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดผลเสียอย่างกว้างขวาง ทั้งเศรษฐกิจระบบจุลภาคและมหภาค ทั้งข้าวยากหมากแพง ก่อให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน เริ่มจากเรื่องปากท้องประชาชน ข้าวยากหมากแพง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องปาล์มน้ำมัน เครื่องมือเครื่องใช้และสบู่ถูกตัวและสินค้าอื่น ๆ ที่ขึ้นราคา และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อน้ำมันไบโอดีเซล   และที่สำคัญกระทบราคาน้ำมันทั้งระบบ  และกำลังจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาแก๊สหุงต้มและเอ็นจีวี จึงอยากให้ประชาชนรับฟังข้อมูลอย่างเป็นธรรม  
          
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายมิ่งขวัญได้นำเสนอการอภิปรายด้วยสไลด์เกี่ยวกับน้ำมันปาล์ม โดยได้พยายามชี้ให้เห็นว่าการขาดแคลนน้ำมันปาล์มทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่าง โดยนายมิ่งขวัญ อภิปรายว่าอยากตั้งข้อสังเกตว่า สต๊อกน้ำมันปาล์มลดลงต่ำกว่าระดับเฝ้าระวังต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนกันยายนน 2553   และสต๊อกน้ำมันน้ำมันปาล์มลดลงสู่จุดวิกฤต ในเดือนธันวาคม 2553 แต่ทำไมเพิ่งมาอนุมัติการนำเข้าเมื่อเดือนมกราคม 2554 และสังเกตไม่ว่าผู้ปลูกปาล์มและส่งออกรายได้ของโลกประกอบด้วย  มาเลเซีย   อินโดนีเซียและไทย   แต่มาเลเซีย อินโดนีเซียมีการกำหนดประเภทของน้ำมันปาล์มหลากหลายมีมาตรฐานราคาที่ชัดเจน   แต่ทำไมรัฐบาลไทยตัดสินใจนำเข้าจากพ่อค้าคนกลางของสิงคโปร์ซึ่งถือว่าเป็นนัยยะสำคัญในการทุจริต  ทั้งที่ผลผลิตปาล์มในประเทศไทยพอต่อการบริโภคและส่งออก  แบ่งไปทำไบโอดีเซลได้ แต่ปรากฎว่ารัฐบาลนี้ทำให้พัง ประชาชนต้องแบกค่าใช่จ่ายน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น 30 %  ซึ่งกระทบค่าครองชีพอย่างรุนแรงน้ำกระทบต่อโครงสร้างของน้ำมัน และดูเหมือนว่าเกิดวิกฤตรุนแรงราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่อยู่ๆก็มีเจตนาดีแต่เป็นเจตนาดีประสงค์ร้าย เมื่ออยู่ๆก็น้ำมันขวดสีชมพู ขอตั้งเครื่องหมายคำถามว่าเงินไปตกอยู่ที่ใคร เพราะราคาโครงสร้างน้ำมันผันผวนอย่างหนัก    และเกิดหนี้ก้อนใหญ่ที่ค้างอยู่จะสะเทือนสถานะของปตท.แน่นอน  เมื่อรัฐบาลเอาเงินกองทุนน้ำมันมาใช้จนหมด อย่างแก๊สแอลพีจีถ้าไม่ช่วยราคาจะขึ้นแบบก้าวกระโดด การบริหารแบบนี้ถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหาศาล   หากท่านหยุดชำระหนี้ ท่านจะสร้างหนี้ผูกพันธ์มหาศาล  
 
 นายมิ่งขวัญ   อภิปรายต่อว่า หากทำผลสำรวจไปถามคน 100 คน 72 คนบอกว่าเป็นการขาดแคลนน้ำมันปาล์มที่เกิดจากการทุจริต และมีข่าวลือว่ามีการนำน้ำมันปาล์มเถื่อนเข้ามาก่อน จาก 3 บริษัท   ซึ่งเรื่องนี้จะมีการอภิปรายแน่นอน และอยากทราบว่าการอนุมัติปาล์มเข้ามา 30,000 ตันจริงแล้วต้องผลิตได้ 60 ล้านขวด แต่เหตุใดจึงผลิตได้เพียง 44 ล้านขวด แล้ว 16 ล้านขวดหายไปไหน ตอบง่าย ๆ ท่านขาดประสบการณ์หรือบริหารไม่เป็นหรือกำลังปล้นประชาชน ถ้วนหน้าไม่เว้นเศรษฐีหรือยาจก เรื่องทั้งหมดจะส่งไปยังป.ป.ช. และต้องยอมรับว่าความล้มเหลวในการบริหารน้ำมันปาล์มปฏิเสธไม่ได้ว่าเชื่อมโยงกับการบริหารกลไกน้ำมันและก๊าซของประเทศ นายกฯต้องการตรึงนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 30 ต้องใช้เงินอุดหนุนลิตรละ 5 บาท สมมติว่าเราใช้น้ำมัน 7 ส่วน 2 ส่วนเป็นน้ำมันเบนซิน อีก 5 ส่วนเป็นน้ำมันดีเซล เพราะฉะนั้นถ้าน้ำมันดีเซลเกิดผลขึ้นประชาชนต้องมีผลกระทบอย่างแน่นอน ซึ่งการบริหารน้ำมันปาล์มทำให้โครงการไบโอดีเซลเกือบจะระงับยับยั้งลง รัฐบาลต้องนำเงินไปอุดหนุนลิตรละ 5 บาท วันนี้เงินกองทุนน้ำมันถึงวันที่ 14 มี.ค.54 เหลือไม่ถึง 4,800 ล้านบาท ใช้ได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์สิ้นเดือนมี.ค.เงินจะหมดในกระเป๋าแล้ว ขอย้ำไม่มีอีกแล้ว ซึ่งฐานะกองทุนน้ำมัน ตัวเลข ณวันที่ 14 มี.ค.54 เงินสดในบัญชีอ้างว่ามีอยู่ 32,082 ล้านบาท ปรากฎมีหนี้สินกองทุนต่าง ๆ ไม่ได้ชำระ 14,282 ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าหักฐานะของกองทุนทั้งหมดเบื้องต้นจะเหลือ 17,800 ล้านบาท แต่ฐานะของกองทุนที่มีมติไปแล้วว่าต้องชำระหนี้แต่ยังไม่มีการเบิกจ่ายอยู่ 13.000 กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นสถานภาพของกองทุนสุทธิจึงมีไม่ถึง 4,800 ล้านบาท ขอยืนยันตัวเลขแท้จริงปรากฎเป็นหลักฐานสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ไม่บิดเบี้ยวหรือเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นภายในไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ต่อจากนี้น้ำมันดีเซลจะเกิดอะไรขึ้น
 
 “ ตัวเลขน่าสะพรึงกลัวที่รัฐบาลกำลังทำไว้กับประชาชน กองทุนน้ำมันสะท้อนการบริหารจัดการและฝีมือในการบริหารจัดการประเทศ เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมัน   1 วัน 300 ล้านบาท 10 วัน 3,000 ล้านบาท 1 เดือนจ่ายออก 9,000 ล้านบาท วันนี้กองทุนน้ำมันไม่ถึง 4,800 ล้านบาทเพราะฉะนั้นน้ำมันดีเซลจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตแน่นอน ยกเว้นจะไปกู้หนี้ยืมสินแบบมโหฬารครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อีกครั้งเอามาโป๊ะราคาน้ำมัน ตัวเลขนี้ต้องการเตือนสติในการแก้ไขปัญหา ถ้าไม่ท่านไม่พร้อมในการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจให้ดีท่านต้องการผู้ใดขึ้นมาบริหารประเทศ ” นายมิ่งขวัญกล่าว  
         
 นายมิ่งขวัญ อภิปรายว่า ถ้าเงินกองทุนหมดรัฐบาลจะเกิดการชักดาบ ขณะนี้ปตท.ถูกสถาบันมูดี้ล์ลดความน่าเชื่อถือทางการเงินลง นั่นเป็นการสั่นสะเทือนสถานภาพของปตท.เรียบร้อย และจะต้องลดลงไประยะยาวถ้าปตท.ไม่ชำระหนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเงินกองทุนน้ำมันจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายอย่างรุนแรงและไม่เคยปรากฎก่อน เพราะฉะนั้นราคาน้ำมันดีเซลขึ้นไปถึง 36บาทแน่นอน และก๊าซแอลพีจีก็จะราคา 30 บาทคนหุงต้มจะอยู่ได้อย่างไร นี่คือมหันตภัยอย่างรุนแรง ดังนั้นรัฐบาลคงไม่ปล่อยต้องกู้เงินมาเพิ่มเพื่อเสริมสภาพคล่องเข้าไป 2-3 เดือน เป็นหนี้มหาศาลให้รัฐบาลต่อไปรับภาระ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์โชคดีมีเวลาทำงาน 800 วันในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบไม่แพงเมื่อเทียบกับรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ราคาน้ำมันดิบอยู่ 32 เหรียญต่อบาเรลถือว่าโคตรถูกเมื่อเทียบกับรัฐบาลนายสมัครราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 110 เหรียญต่อบาเรล แต่ไมได้ทำให้คนไทยมีความสุขให้ประชาชนแม้แต่น้อย และจะทำให้ในอนาคตเราต้องกินไข่เจียว 20 บาทเป็น 30 บาทแน่นอน ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ที่น้ำมันราคาแพง เพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ขึ้นเพดานภาษีสรรพสามิต น้ำมันดีเซลจาก 4 บาทป็น 10 บาทและน้ำมันเบนซิลจาก 5 บาทเป็น 10 บาท   จึงขอยืนยันว่าบัญชีมีสองหน้า รัฐบาลนี้จะหมดสิ้นงบประมาณในกองทุนน้ำมันหมดในสิ้นเดือนมี.ค.แน่นอน    
 
 จะเห็นว่ารัฐบาลนี้ล้มเหลวในการบริหารน้ำมันอย่างสิ้นเชิง วันนี้ทุกไทยทุกคนจะต้องลิ้มรสข้าวยากหมากแพงขึ้นทุกขณะ  เพื่อยืนยันข้อมูลตรงนี้ไม่ต้องให้กองงานโฆษกหรือรองนายกฯหรือนายกฯมาแก้แต่อย่างใด เพราะข้อมูลกองทุนน้ำมันเปิดเผยชัดเจน ตนไม่ได้บิดเบือนข้อมูล   ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พูดมาเป็นจุดวิกฤต จุดเสื่อมสลายความอ้อนด้อยในการบริหารและหายนะกำลังพุ่งเข้ามา มองเผิ่น ๆ ราคาน้ำมันปาล์มราคาสูงไม่มีอะไร แต่กองทุนน้ำมันกำลังจะหมด สภาพคล่องกำลังจะหมดไป   
         
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าต่อมานายมิ่งขวัญ ได้อภิปรายภาพรวมของการบริหารงานที่ล้มเหลวของนายกฯ อาทิ ปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ เรื่องข้าวต่อ   โดยได้มีการเปรียบเทียบราคาข้าวสมัยนายมิ่งขวัญเป็นรมว.พาณิชย์ดูแลเรื่องข้าวซึ่งมีราคาสูงกว่าสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์    สมัยตนราคารับจำนำข้าวเปลือกข้าวเจ้า 14,000 บาทต่อเกวียน   ขณะที่ข้าวสารอยู่ที่   30,000 บาทต่อเกวียน แต่รัฐบาลนี้ประกันราคาข้าวอยู่ที่ 10,000 บาทต่อเกวียน แต่ขายได้จริงๆอยู่ที่เกวียนละ 6,000-7,000 บาท   จึงมีการตั้งข้อสังเกตุว่ามีการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และมีการทุจริตเกิดขึ้น เรื่องนี้จึงเป็นความอัปยศในการค้าข้าว        นอกจากนี้ได้อภิปรายในประเด็นการแก้ไขไข่แพง ด้วยการนำไข่มาชั่งกิโลขาย  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรากำลังเข้าสู่ปัญหาข้าวยากหมากแพง และยืนยันว่าตนเป็นผู้นำในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและตนพยายามทำให้เป็นระบบ และข้าราชการเขาทนไม่ได้ที่มีการทุจริตเกิดขึ้น ทำให้ตอนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายนั้นมีเอกสารหลักฐานการทุจริตหลั่งไหลเข้ามา   ดังนั้นการอภิปรายครั้งนี้จะไม่มีการขี่ม้าเลียบค่ายแน่นอน      
 
 นอกจากนี้นายมิ่งขวัญยังระบุว่า กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเข้าไปแทรกแซงองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินคดีผู้กระทำผิดในคดีอาญาในข้อหาแสดงภาษีอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี กรณีบริษัทฟิลิป มอร์ริสไทยแลนด์ ลิมิเต็ด ซึ่งทำให้รัฐเสียประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีเป็นเงิน 68,881,394,278.69 บาท ทำให้รัฐเสียหาย      เรื่องนี้ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเป็นผู้อภิปราย   ซึ่งหากนายกฯตอบเรื่องนี้ไม่ได้ต้องลาออกกลางสภาฯ   พร้อมทั้งระบุว่าในการอภิปรายครั้งนี้จะมีการอภิปรายการทุจริตในหลาย ๆ เรื่อง ทั้ง การทุจริต รถเมล์เอ็นจีวี   หวยกาชาด   รวมถึงเรื่องการออกพ.ร.ก.เงินกู้ไทยเข้มแข็ง 400,000 ล้าน ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนการใช้งบประมาณเพิ่มเติมที่ใช้เงินเกินงบประมาณ   ซึ่งถือว่าเป็นการทำนิติกรรมอำพราง   นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่นายกฯสั่งสลายม๊อบ ซึ่งเป็นการฆ่าประชาชน ใครทำอะไรไว้ต้องรับ   สิ่งเหล่านั้นต้องได้รับการเปิดเผย  
 
 ทั้งนี้ในช่วงสุดท้ายนายมิ่งขวัญ ระบุว่า การอภิปรายครั้งนี้ขอให้ประชาชนเปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลทั้งสองฝ่าย อย่าปิดบังอย่าเซนเซอร์ข้อมูลแล้วจะรู้ว่าความจริงคืออะไร   สุดท้ายนี้อยากฝากบอกนายกฯว่า หมดเวลาก่อหนี้ หมดเวลาอยู่ต่อไป และหมดเวลาของนายอภิสิทธิ์แล้ว   และเชื่อว่าจะคืนไมค์โครโฟนให้ตนได้พูดอีกครั้งในเวลา 21.00 น.ของวันศุกร์ แล้วตนจะรอฟังการชี้แจงของนายกฯและรัฐมนตรีอย่างใจจดใจจ่อ