
จวก'มาร์ค'ขาดวินัยการเงิน-สร้างหนี้
สภาฯเปิดศึก ซักฟอก นายกฯ -9 รัฐมนตรีแล้ว ซัดนายกฯเปิดช่องทุจริตมหาศาล ฝ่าฝืน รธน. - แทรกแซงโยกย้าย ไม่มีวินัยการเงิน-สร้างหนี้ 9 รมต.ไร้ประสิทธิภาพ-ทุจริต
(15มี.ค.) เวลา 10.00 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาวาระสำคัญคือ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล สำหรับรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 9 คน มี ดังนี้ 1. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี 2. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง 3. นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ 4. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 5. นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย 7. นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม 8. นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ 9. นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีลำดับที่ 1-8 มีพฤติการณ์ที่ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ ผู้เสนอชื่อเสนอญัตติทั้ง 122 คน ได้ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 271 เพื่อส่งเรื่อง ป.ป.ช. ถอดถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่งหน้าที่ด้วย
โดยนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เป็นผู้เสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้บริหารราชการล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้รัฐมนตรีในรัฐบาล และบุคคลแวดล้อมกระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นแสวงหาประโยชน์จากการบริหารแผ่นดินอย่างกว้างขวาง โดยพฤติกรรมการบริหารแผ่นดินของนายกฯคือ 1. ไม่ปฏิบัติตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน และแผนการตรากฎหมาย และนโยบายตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา กำหนดนโยบายบริหารประเทศโดยขาดองค์ความรู้ อ่อนด้อยประสบการณ์ ไร้หลักธรรมาภิบาล ประพฤติผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในลักษณะการละเว้นการปฏิบัติ โดยมีเจตนาพิเศษและเจตนาฉ้อฉล เพื่อเปิดช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวางและรุนแรง ส่อไปในทางทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ด้วยการมีมติครม.ที่เอื้อประโยชน์ให้มีการทุจริตในหลายโครงการ ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณอย่างมหาศาล
นายวิทยา กล่าวต่อว่า 2. จงใจใช้อำนาจหน้าที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่เคารพหลักประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ด้วยการสั่งการให้ทหาร พร้อมอาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชนจนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก บิดเบือนการใช้อำนาจ โดยไม่ให้มีการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย ใช้สื่อของรัฐโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อใส่ร้ายป้ายสีประชาชนว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และบิดเบือนการใช้อำนาจเพื่อปกปิดความผิดของตนเอง 3. ทำลายระบบราชการด้วยการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ โดยไม่ได้คำนึงถึงระบบคุณธรรม และความรู้ ความสามารถ ปล่อยให้มีแสวงหาประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการ
นายวิทยา กล่าวต่อว่า 4. ไม่ควบคุมให้มีการรักษาวินัยการเงิน การคลัง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยดำเนินนโยบายบริหารประเทศด้วยการก่อหนี้จำนวนมหาศาล โดยไม่ฟังเสียงทักท้วง 5. ไร้ประสิทธิ์ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน ดำเนินนโยบายแปลกประหลาด เพื่อหวังแทรกแซงกลไกตลาด ปล่อยให้สินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นสูงขึ้นและขาดแคลน จนกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ 6. ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มิตรกลายเป็นศัตรู กระทบต่อความสัมพันธ์และการค้าระหว่างประเทศอย่างรุนแรง ส่งเสริมสนับสนุนให้รมว.ต่างประเทศดำเนินนโยบายการต่างประเทศในลักษณะก้าวร้าวรุนแรง บ่มเพาะศัตรู และชักศึกเข้าบ้านอยู่ตลอดเวลา และ 7. ล้มเหลวในการแก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จ.ชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองชีวิตประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ แต่กลับเกิดเหตุรุนแรงและต่อเนื่อง จึงขอเสนอชื่อนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
สำหรับเนื้อหาของญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 9 คน นายวิทยา กล่าวว่า ระบุว่า รัฐมนตรีทั้ง 9 คน บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และไม่เป็นไปตามแผนการบริหารราชการตามที่ได้กำหนดไว้ไร้ทิศทาง ไม่ดูแลให้มีการปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมาอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ลุแก่อำนาจ มุ่งใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษเกินกว่าความจำเป็น เพื่อริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในทุกด้าน และซ้ำร้ายยังมุ่งหาประโยชน์โดยทุจริตจาการบริหารราชการแผ่นดิน ที่อ้างว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการปราบปรามประชาชนที่มาชุมนุน ไม่ควบคุมให้มีการรักษาวินัยทางการเงิน การคลัง ทำให้เกิดการทุจริตและล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนี้ยังไม่กำกับให้มีการประกอบกิจการ ให้มีการแข่งขันอย่างเสรีอย่างเป็นธรรม แต่จงใจละเลยให้มีการจัดซื้อ จัดจ้างในลักษณะผูกขาด ตัดตอน กุกตันสินค้า เกิดผลกระทบต่อโครงสร้าง หรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ไปตามหลักนิติธรรม และหลักธรรมาภิบาลทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม แต่เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว
นายวิทยา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังล้มเหลวในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร หากประโยชน์จากองค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อของรัฐ ไม่ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มุ่งเน้นเล่นการเมืองเพื่อแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งต่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งทั้ง 9 รัฐมนตรีที่พฤติการณ์ที่ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ ที่ส่อว่าการะทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรธน.และกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง



