
พาณิชย์พยากรณ์
มนุษย์เป็นสัตว์โลกสายพันธุ์เดียวที่พยายามดิ้นหนีกฎแห่งกรรม หรือพยายามที่จะดิ้นหนีความกลัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองกลัวนั้น บางอย่างก็ไม่สามารถหนีพ้นได้ เช่น ความกลัวในเรื่องของกฎแห่งกรรม การเกิด, แก่, เจ็บ, ตาย หรือความกลัวในเรื่องข
สัตว์โลกอื่นต้องพบต้องเห็นด้วยตนเองจึงรู้สึกกลัว ในขณะที่สิ่งซึ่งมนุษย์กลัวนั้น บางครั้งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครเจอะเจอมาก่อน แต่มนุษย์กลัวเพราะตัวเองคิดหรือจินตนาการไปล่วงหน้า หรือมีคนอื่นมาช่วยกระตุ้นให้คิดจนเกิดความกลัว
สิ่งที่สามารถกระตุ้นเร้าความกลัวของมนุษย์ให้เกิดขึ้นได้ผลที่สุด คือ การพยากรณ์หรือคาดเดานั่นเอง ไม่ว่าจะคาดเดาผลล่วงหน้าตามสถิติข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ หรือคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามศาสตร์แห่งการพยากรณ์ก็ตาม
ทั้งที่สิ่งซึ่งถูกคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นนั้น ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่มนุษย์ที่เชื่อในคำคาดเดาหรือพยากรณ์นั้นๆ ก็มักจะดิ้นรนให้เกิดตามคำทำนายหรือการคาดเดา หากผลที่จะเกิดเป็นไปในด้านบวก แต่หากคำพยากรณ์หรือการคาดเดาล่วงหน้าแจ้งว่าผลจะออกมาในทางที่เป็นลบต่อตนเอง แทนที่มนุษย์จะยอมรับคำพยากรณ์หรือการคาดเดาเช่นสัตว์โลกอื่นๆ มนุษย์กลับพยายามหาหนทางเปลี่ยนแปลงผลในอนาคตนั้นๆ ทุกวิถีทาง
ซึ่งการหาทางเปลี่ยนแปลงผลของการพยากรณ์นั้นเอง ทำให้เกิดธุรกิจที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนมาก และเป็นธุรกิจที่ยากจะจดบันทึกถึงจำนวนเงินที่ผ่านไปมาได้ ด้วยว่าส่วนใหญ่ไม่มีการกำหนดราคาค่างวดตายตัวสำหรับวิธีการเดียวกัน ราคาจะขึ้นอยู่กับขีดความกลัวของคน และความเสียหายที่แต่ละคนล้วนคิดเองล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นมากหรือน้อย
ต่างจากธุรกิจในรูปแบบปกติทั่วไป ที่หากมีการคาดการณ์ตามหลักการทางวิชาการว่าอาจจะเกิดความเสียหายขึ้นมา ก็สามารถใช้การประกันภัยมาเป็นเครื่องค้ำประกันบรรเทาความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นจริงได้ในอนาคต โดยอัตราค่าใช้จ่ายสำหรับเบี้ยประกันภัยจะมีการคิดคำนวณเอาไว้ตามมูลค่าความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น
ปัจจุบันนี้มีการพยากรณ์ในลักษณะที่ทำให้ผู้คนเกิดความกลัว จนต้องหาทางแก้ไข ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการใช้ศรัทธามาเป็นเครื่องล่อ โดยความกลัวที่กล่าวมานั้น ถูกเรียกในชื่อต่างๆ กัน เช่น เคราะห์บ้าง, ชงบ้าง หรือราหูเข้าบ้างก็มี และมีการสร้างสรรค์วิธีการบรรเทาความกลัวในรูปแบบที่แยบยลมากขึ้น
ในอดีตเคยมีการปล่อยข่าวออกมาว่า คนเกิด “ปีมะ” จะประสบโชคร้าย ซึ่งหมายถึงคนที่เกิดในปีนักษัตรที่ขึ้นต้นด้วยมะ เช่น มะโรง, มะเส็ง, มะเมีย และมะแม เป็นต้น ผู้คนจำนวนมากจึงหันหน้าเข้าวัดทำบุญสะเดาะเคราะห์กันเป็นทิวแถว
หลังจากหากินกับคนเกิด “ปีมะ” จนมุกชักจะฝืด ก็เริ่มหันไปหากินกับราหู โดยมีหลักการแก้ด้วยการใช้ของดำหลายอย่างเป็นเครื่องเซ่น เล่นเอาวัดวาอารามในศาสนาพุทธหลายแห่งมีการตั้งวิหารพระราหูขึ้นมา เพื่อรับศรัทธาของคนที่เชื่อ และเมื่อถึงวันสะเดาะเคราะห์ในแต่ละครั้ง มีคนเข้าไปวัดมากกว่าวันทำบุญตามพุทธศาสนาของวัดเดียวกันด้วยซ้ำ
วัดที่ไม่มีศาลหรือวิหารพระราหู ก็หาทางสร้างศรัทธาด้านอื่นขึ้นมาแข่ง เช่น การลอดใต้โบสถ์, ลอดใต้ต้นไม้ใหญ่ในวัด ฯลฯ ซึ่งทำให้เกิดรายได้เป็นทรัพย์ปัจจัยไปสู่วัดต่างๆ มากขึ้น ตามความหลงเชื่อที่เรียกกันว่าศรัทธาของผู้คน
พาณิชย์พยากรณ์ยุคใหม่สร้างคำพยากรณ์ให้คนเกิดความกลัวมาในรูปแบบของการ “ชง” จนทำให้ควันธูปและเปลวไฟจากปลายเทียนลุกโชนไปทั่วทั้งศาลเจ้าและวัดวาอาราม ซึ่งทั้งหมดล้วนไม่มีอะไรน่าตำหนิทั้งนั้น หากไม่มีการบิดเบือนคำสั่งสอนของศาสดาในศาสนาต่างๆ เพราะโลกวันนี้ธุรกิจและการพาณิชย์คือผู้ขับเคลื่อนทุกอย่างครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



