
อินเดีย : มหาอำนาจใหม่ขี้อาย (2)
กรุงนิวเดลี นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางไปเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในวันที่ 4-5 เมษายนนี้ หลังจากเลื่อนการเดินทางในปีที่แล้ว ครั้งนี้อยู่ได้แค่ 48 ชั่วโมง ผู้นำไทยน่าจะไปอินเดียบ่อยกว่านี้และพูดคุยกันมากกว่านี้
เราถือว่าอินเดียเป็นจ่าฝูงของประเทศในเอเชียอาคเนย์ เรารับเอาอารยธรรมจากอินเดียในสมัยดึกดำบรรพ์ รวมทั้งเรื่องอาหารการกินมาด้วยจากรัฐเกรละทางใต้ของประเทศ มีอย่างเดียวคนไทยไม่ได้เลียนแบบอินเดียคือ เวลาพูดแล้วสั่นหัวไปด้วย ซึ่งทางโน้นถือว่าเป็นการตอบรับ เพราะเราคนไทยบอกว่า “ใช่” อย่างเดียว ขืนไปสั่นหัวไปมา คนอื่นจะเข้าใจผิดว่าเราไม่เห็นด้วย
คิดดูให้ดี ไม่มีประเทศใดในเอเชียหรือในโลกนี้ สามารถแสดงออกในด้านภาษาร่างกายได้ดีและลึกซึ้งกว่าอินเดีย มีที่ไหนมีฤาษีชีพราหมณ์ ร่างกาย เปลือยเปล่า แสดงท่าทางใดท่าทางหนึ่ง และอยู่ในท่านั้นเป็นเวลานานเป็นวันๆ อาทิตย์ๆ หรือเดือนๆ ใครที่รักนวลสงวนตัวชอบคิดว่าชีวิตตัวเองเป็นอมตะ ไปอินเดียแล้วจะเข้าใจทันทีว่าชีวิตมันก็เท่านี้เอง อีกหน่อยสิ้นชีพ กลายเป็นผงธุลีเหมือนกัน ฮัดช่าเฮ (ภาษาฮินดีแปลว่า ดีแล้ว)
สัมพันธ์ไทย-อินเดียในสมัยใหม่ เริ่มช่วงสมัยป๋าเปรมก่อนที่นายกรัฐมนตรีราจีฟ คานธี ถูกสังหารในปี 1987 ตอนนั้นไทยตื่นเต้นมากเพราะต้องการใช้อินเดียเป็นอำนาจค้านจีนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคค่อนข้างรวดเร็ว เราเองมีเศรษฐกิจไฟแรง (อัตราความเจริญทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกตอนนั้น) ต้องการเปิดตลาดอินเดีย
ความคิดนี้ยังมีอยู่แต่ไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นอย่างเช่นสิงคโปร์เข้ามาเสียบ จนกลายเป็นว่าสิงคโปร์เป็นตัวนำร่องอินเดียเข้าในอ้อมกอดเอเชียอาคเนย์ ในปี 1992 ด้วยนโยบาย "ลุคอีส"
ปลายปีนี้อินเดียจะมีบทบาทมาก ในเวทีการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก หรืออีเอเอส (East Asia Summit) เพราะมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน จะเข้ามาประชุมหารือเรื่องยุทธศาสตร์ นับเป็นครั้งแรกที่อาเซียนต้องเผชิญกับบรรดามหาอำนาจแบบถ้วนหน้า ฝ่ายอาเซียนเลยต้องเข้าอินเดีย
ในอดีตอาเซียนใช้จีนคานอำนาจกับสหรัฐอเมริกา ตอนนี้มันหมดสมัยแล้ว เพราะจีนกลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจหมายเลขสองงนำหน้าญี่ปุ่นไปเรียบร้อย ไม่ต้องมาง้ออาเซียนเหมือนแต่ก่อน อาเซียนเลยมาหาอินเดีย
แต่อินเดียอ่านใจอาเซียนออก ตอบรับในระดับหนึ่ง ลึกๆ ทั้งสองฝ่ายยังมีปัญหาคาใจอยู่ โดยเฉพาะประเด็นการจำกัดการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งอินเดียไม่เอาด้วยด้วยเพราะถือว่าแต่ละประเทศควรมีสิทธิ์ในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่เฉพาะมหาอำนาจที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ปากีสถานซึ่งเป็นคู่กัดอินเดียก็แนวความคิดเหมือนกัน
มหาอำนาจนิวเคลียร์ทั้งห้าได้แสดงความสนใจในการเซ็นสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ของอาเซียนหมดแล้ว แต่อินเดียยังลังเลอยู่ ทำให้อาเซียนต้องผลักดันมากขึ้นกว่าเดิม อาเซียนต้องการให้มหาอำนาจนิวเคลียร์ทั้งหมดเซ็นสนธิสัญญานี้พร้อมๆ กัน



