ข่าว

ทบทวนไทยสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ทบทวนไทยสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

14 มี.ค. 2554

ผวานิวเคลียร์ ! “นายกฯอภิสิทธิ์” สั่งทบทวนแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทย เน้นศึกษาบทเรียนจากญี่ปุ่น – ก่อการร้าย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) แถลงข้อสงสัยกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นระเบิด พร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ระบุทิศทางลมพัดพาอนุภาคกัมมันตรัง

(14มี.ค.) นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากเกิดระเบิดขึ้นภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เมืองฟูกุชิม่า ประเทศญี่ปุ่่นว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กระทรวงพลังงานศึกษาทบทวนแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทย โดยให้ศึกษาสองเรื่องคือความปลอดภัยของประชาชน ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ โดยให้รีบขอข้อมูลจากรัฐบาลญี่ปุ่นโดยเร็วว่าเกิดอะไรขึ้น และให้ศึกษาความเสี่ยงที่จะเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย ทั้งนี้ เรื่องการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะอยู่ในแผนการใช้พลังงานของชาติ แต่เดิมกระทรวงพลังงานต้องศึกษาให้เสร็จแล้วส่งให้รัฐบาลภายในสิ้นปีนี้ แต่ทราบว่ายังติดปัญหาทางเทคนิคบางประการจึงเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด      

 “ส่วนตัวแล้วนายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่แล้วเมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่ญี่ปุ่น ยิ่งมีความกังวลมากขึ้นเพราะถ้าประเทศไทยจะทำก็ต้องใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นเป็นแม่แบบ จึงสั่งให้ศึกษาให้ละเอียดเพราะขนาดประเทศญีปุ่นมีเทคโนโลยีสูงแต่ขณะนี้ยังไม่สามารถกู้ระบบหล่อเย็นในเตาปฎิกรณ์ได้ต้องสูบน้ำจากทะเลมาลดอุณหภูมิซึ่งไม่ใช่วิธีการที่เป็นปกติ แสดงว่าระบบที่ดีมากก็ยังมีปัญหาได้ ” โฆษกรัฐบาล กล่าว

ไทยจับตาฝุ่นรังสีไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่น

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  (ปส.) เปิดเผยรายงานสถานการณ์กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ จึงได้รับรายงานสถานการณ์ความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมการรับมือ ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งทางโทรศัพท์ แฟกซ์และอินเทอร์เน็ต โดยข้อมูลที่ได้รับจะผ่านการตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำขึ้นเว็บไซต์ www.oaep.go.th

รายงานล่าสุดจากไอเออีเอถึงสถานการณ์การฟุ้งกระจายของสารกัมมันตรังสี โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ RSMC Obninsk พบว่า การเคลื่อนที่ของวัสดุกัมมันตรังสีไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิค ดังนั้น โอกาสที่ผงฝุ่นกัมมันตรังสีจะมายังประเทศไทยนั้นอยู่ในระดับน้อยมาก

อีกทั้งประเทศไทยมีสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี 8 สถานี ที่จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น กรุงเทพฯ พะเยา อุบลราชธานี ตราด ระนองและสงขลา ทำหน้าที่วัดระดับรังสีในธรรมชาติ ณ บริเวณนั้น และส่งข้อมูลตรงเข้าโทรศัพท์มือถือของผู้รับผิดชอบ จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถเตือนภัยได้ทันทีหากตรวจพบระดับรังสีสูงเกินปกติ แต่หากพบปริมาณรังสีสูงขึ้น เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยืนยันโดยการเก็บตัวอย่าง น้ำ ดิน ฝุ่น ดูต้นกำเนิดของรังสี ซึ่ง ณ ปัจจุบันระดับรังสีอยู่ในสภาวะปกติเหมือนก่อนเกิดเหตุการณ์ ระดับปกติอยู่ที่ 50 นาโนซีเวิร์ท ระดับที่เตือนภัย 200 นาโนซีเวิร์ท ยังเป็นระดับต่ำมาก

 เลขาธิการ ปส. ระบุว่า หากได้รับรังสีจากการหายใจ การกินอาหารที่ปนเปื้องรังสี หลักการโดยทั่วไป คือให้ผู้ที่มีปริมาณรังสีมากเกินกว่าปกติ ในกรณีของประเทศญี่ปุ่นเข้าหน้าที่ได้ให้ผู้อพยบกินไอโอดีนเสถียร ที่ไม่ใช่กัมมันตรังสี เพื่อให้ไปสะสมที่ไทรอยด์ ในกรณีที่ได้รับกัมมันรังสีไอโอดีน 131 หลังจากสุ่มตรวจพบการปนเปื้อนรังสีของประชาชนในศูนย์อพยอยู่ที่ 9-10% ซึ่งนำเข้าสู่กระบวนการชำระล้าง เพื่อป้องกันรังสีสะสมทำลายเซลล์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ก่อให้เกิดมะเร็งในอนาคต

 “สำหรับประเทศไทยปัจจุบันมีปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการวิจัยขนาด 1.2 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ บางเขน ซึ่งได้ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนกาญจนบุรี ในระดับสูงสุดที่รับได้คือ 7 ริกเตอร์ แรงสั่นสะเทือน 0.27 จี ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดปัญหา” เขากล่าวยืนยัน และว่า ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ปส. ได้เตรียมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไว้รองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์และรังสี ที่ทำงานร่วมกัยกับหน่วยงานภาครัฐ พร้อมศูนย์ฉุกเฉินทางรังสี 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 089-200-6243 , 02-596-7699

 ส่วนสถานการณ์แผ่นดินไหวหรืออาฟเตอร์ช็อคเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ 5 บริเวณ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า 17 แห่ง บนเกาะฮอนชู และฮอกไกโด ขณะเกิดเหตุมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 13 แห่งที่กำลังเดินเครื่องอยู่ และ อีก 4 แห่งอยู่ระหว่างบำรุงรักษา

 เลขาธิการ ปส. ยืนยันว่า ขณะเกิดแผ่นดินไหวการทำงานของระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงนิวเคลียร์หยุดทำงานโดยอัตโนมัติ กระทั่งพบว่าโรงไฟฟ้าที่ 1,2 และ 3 ของโรงไฟฟ้าฟูคุชิมา-ไดอิชิ มีระดับรังสีสูงกว่าปกติ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทางนิวเคลียร์ ตามมาตรการทางกฎหมายนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น และอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ในระยะ 3 กิโลเมตร ส่วนประชาชนที่อยู่โดยรอบโรงไฟฟ้า 10 กิโลเมตรให้หลบอยู่ในที่พักอาศัยเพื่อป้องกันอันตรายจากรังสี

 ส่วนเหตุการระเบิดของโรงไฟฟ้าที่ 1 จะได้รับการยืนยันจากไอเออีเอว่า เกิดจากแก๊สไฮโดรเจนที่สะสม จนเกิดระเบิดขึ้นมาภายนอกอาคารคุมเครื่องปฏิกรณ์ ทำให้ระดับรังสีโดยรอบสูงขึ้น และเจ้าหน้าที่ได้แก้ไขโดยใช้น้ำทะเลหล่อเย็น ร่วมกับโบรอนเติมเข้าไปในคอนเทนเนอร์ อีกทั้งโรงไฟฟ้าที่เกิดการระเบิดยังคงมีระดับน้ำหล่อเย็นอยู่สูงเหนือแท่งเชื้อเพลิง 170 เซนติเมตร สำหรับโรงที่ 1 และ 355 เซนติเมตร สำหรับโรงที่ 2 และโรงที่ 3 ซึ่งเกิดการระเบิดล่าสุด ยังคงมีน้ำหล่อเย็น 135 เซนติเมตร มีการฉีดน้ำทะเลและโบรอนอย่างต่อเนื่อง

 “ไอเออีเอมั่นใจว่า วิธีแก้ปัญหาดังกล่าวจะทำให้การระบายความร้อนของแท่งเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์ยังดำเนินการต่อไปได้” เลขาธิการ ปส.กล่าวและว่า ขณะที่ระดับรังสีที่จุดเกิดเหตุลดลงจาก 1,015 ไมโครซีเวิร์ทต่อชั่วโมง เหลือ 40 ไมโครไมโครซีเวิร์ทต่อชั่วโมง โดยเหตุระเบิดที่เกิดภายนอกอาคาร ไม่ส่งผลต่อแท่งเชื้อเพลิง และยืนยันว่าไม่มีการพังทลายของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และอาคารที่สร้างคุมแกนปฏิกรณ์ชั้นใน

 ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงเฝ้าระวังเป็นพิเศษกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง หลังจากพบว่าประมาณรังสีเพิ่มขึ้น ตลอดจนได้ส่งเคเบิลคาร์ และแบตเตอร์รี่คาร์ เพื่อแก้ไขและควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิดซึ่งยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

 “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ถึงบทเรียนในเรื่องความปลอดภัยจากเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นกับระบบจ่ายไฟฟ้าขัดข้อง ญี่ปุ่นเองอาจต้องมองถึงการออกแบบท่อส่งแก๊ส รวมถึงออกแบบสร้างอาคารใหม่เพื่อรับมือกับภัยพิบัติซึ่งต้องมองล่วงหน้าระยะยาวกว่า 100 ปี” เขากล่าว และว่า อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นสามารถควมคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้แม้จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงและมีอาฟเตอร์ช๊อคตามมาอีกหลายครั้ง