ข่าว

"มาร์ค"ไม่หวั่น"ชทพ.-ภท."แตะมือกัน

"มาร์ค"ไม่หวั่น"ชทพ.-ภท."แตะมือกัน

14 มี.ค. 2554

"อภิสิทธิ์" เชื่อ "ชทพ.-ภท." แตะมือไร้ปชป.ยังไม่มีอะไร ยอมรับมีขนาดใหญ่มีความหมายเรื่องอำนาจ แต่เป็นตัวแปรสำคัญตั้งรบ.หรือไม่อยู่ที่ผลเลือกตั้ง บรรหารยันภท.- ชทพ.จับมือไม่ใช่ฮั้วทางการเมือง

 เมื่อเวลา 15.45 น.14 มี.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมกรรมการบริหารและส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กรณีที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงสัตยาบันว่าจะจับมือกันหลังการเลือกตั้งจะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลหน้าหรือไม่ ว่า ไม่หรอกครับ เป็นเรื่องที่กำหนดท่าทีได้ ส่วนที่ชทพ.และภท.เลือกจับมือกันเองแต่ยังไม่จับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จะมีนัยยะอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “คงต้องไปถามเขา แต่ส่วนตัวไม่คิดว่ามีอะไร เป็นสิทธิของแต่ละพรรค พรรคประชาธิปัตย์เคยตั้งรัฐบาลแต่หลังเลือกตั้งเสร็จ พรรคร่วมก็ไปร่วมกับพรรคอื่น เป็นไปตามกระบวนการปกติ

   เมื่อถามว่าการที่ 2 พรรคมาจับมือกันจะทำให้อำนาจการต่อรองเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “รวมกันแล้วมันใหญ่ขึ้น ก็มีความหมายมากขึ้นเรื่องดุลอำนาจ” เมื่อถามว่าแต่จะทำให้พรรคขนาดกลางนี้เป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินว่าพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาลหน้า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง วันนี้ไม่มีใครพูดได้ว่าใครใหญ่ ใครกลาง ใครเล็ก เพราะประชาชนจะเป็นตัวเลขมา ภายหลังการเลือกตั้ง ”

 เมื่อถามว่ามีบางฝ่ายพูดล่วงหน้าว่าจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมจะไม่ยอมรับคงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะพูดว่ายึดมั่นระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร คนที่อ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตยต่อไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม ก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร 

บรรหารยันภท.- ชทพ.จับมือไม่ใช่ฮั้วทางการเมือง
 
 นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการแถลงข่าวการรับประทานอาหารกลางวันของพรรคภูมิใจไทยกับชาติไทยพัฒนาที่โรงแรมสยามซิตี้ ถึงกรณีนายกรัฐมนตรีระบุว่าจะยุบสภาไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ว่า เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ยังไม่ขอแสดงความเห็น เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจึงจะวิพากษ์วิจารณ์ และการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งไว้ล่วงหน้า ก็ไม่น่ามีอะไรเสียหาย แต่ตนเห็นว่ารัฐบาลควรจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2555 ให้เรียบร้อยก่อน จึงจะยุบสภา อย่างไรก็ตามถ้านายกรัฐมนตรีจะยุบสภาตามที่ประกาศไว้ก็ไม่เป็นไร รอรัฐบาลหน้ามาทำต่อไป

 ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า การมารับประทานอาหารวันนี้ เพื่อสังเกตการณ์เท่านั้น โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง การพูดคุยของทั้งสองพรรค ตนเห็นคล้อยตามด้วยว่าทุกฝ่ายต้องปรองดองกันจึงจะเกิดผลดีกับประเทศ เมื่อถามว่าจะเชิญพรรคประชาธิปัตย์ร่วมลงสัตยาบันด้วยหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคใหญ่ มีจุดยืน ไม่ได้ง่ายเหมือนพรรคชาติไทยพัฒนา ส่วนจะชวนพรรคเพื่อแผ่นดินมาร่วมด้วยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต ยังตอบไม่ได้ ยืนยันว่าการรับประทานอาหารวันนี้ไม่ได้เป็นการฮั้วทางการเมือง เพราะในบางพื้นที่ทั้งสองพรรคก็แข่งขันกันเต็มที่

"ภท.-ชทพ."รวมพลทานข้าวจับมือเป็นพันธมิตรฯลุยเลือกตั้ง

 ทั้งนี้เมื่อเวลา 11.00 น.พรรคภูมิใจไทย เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนาภายใต้สโลแกน “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ” โดยมีการจัดโต๊ะจีน 8 โต๊ะสามารถนั่งได้โต๊ะละ10 คน ขณะที่แกนนำพรรครัฐมนตรี ส.ส.สมาชิกพรรคและว่าที่ผู้สมัคร มาร่วมหารืออย่างคับคั่งกว่า 100 คน   อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสนธยา คุณปลื้ม นายสุชาติ ตันเจริญ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย

 สำหรับบรรยากาศการร่วมรับประทานอาหารกลางวันในมื้อนี้ ทางพรรคภูมิใจไทยได้เตรียมอาหารไทย เป็นที่ขึ้นชื่อของโรงแรมสยามซิตี้ ได้แก่ ฉู่ฉี่เนื้อปลา ไก่ตุ๋นเห็ดหอม ปลานึ่งมะนาว ทอดมันปลากราย บล็อคเคอร์รี่ผัดกุ้ง  โดยนายเนวิน ได้กระเซ้านายบรรหารก่อนที่จะนั่งโต๊ะอาหารว่า “มื้อนี้ไม่มีหูฉลามนะครับ” ทำให้เรียกเสียงครื้นเครงได้ 

  อย่างไรก็ตามในระหว่างรับประทานอาหารนั้น ได้มีการเปิดเพลงคลอระหว่างรับประทานอาหารเป็นเพลงที่เกี่ยวข้องกับความรักและความสามัคคี สอดรับกับสโลแกนของงาน เช่น เพลงจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน เพลงรวมเป็นไทย เพลงสงบสันติ สามัคคี และเพลงส่งความสุขให้พ่อด้วยรอยยิ้ม โดยใช้เวลาร่วมรับประทานอาหารร่วมกันนานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะเปิดแถลงข่าวเพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา

 ต่อมาในเวลา 13.05 น.นายชวรัตน์ และนายชุมพล ได้ร่วมกันอ่านแถลงเจตนารมณ์ร่วมกัน โดยมีใจความว่า พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ประชุมหารือกันถึงแนวทางการทำงานการเมืองในโอกาสที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป โดยได้มีข้อตกลงร่วมกันเป็นสัจจะวาจา ดังนี้

  1.พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาจะมุ่งมั่นทำงานการเมืองเพื่อเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ 1.ปกป้องสถาบันสูงสุดของชาติ และ 2. สร้างความปรองดองให้แก่คนในชาติ 2. พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาตกลงให้สัจจะวาจาว่านับแต่นี้ไป จะดำเนินการทางการเมืองร่วมกัน มีจุดยืนเดียวกัน 3. หลังการเลือกตั้งทั่วไป ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา จะตัดสินใจทางการเมืองร่วมกัน

 ทั้งนี้เมื่อถามว่า ในการจับมือในครั้งนี้เพื่อเสนอตัวเป็นพรรคตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า เจตนานี้เพื่อทำภารกิจทางการเมืองร่วมกันเพราะปัญหาของประเทศสะสมมานานแล้ว สังคมไทยต้องการความปรองดองเป็นหัวใจสำคัญ การรวมตัวกันไม่ใช่เป็นตัวแปรแต่เป็นการทำงานเพื่อสร้างความปรองดอง ไม่ให้มีการเลือกข้างและสองมาตรฐาน ที่สำคัญผลการเลือกตั้งยังไม่ออกมาคงทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นตัวแปรทางการเมืองเพื่อต่อรองทางการเมือง เพราะการเลือกตั้งยังไม่มาถึงทำให้ไม่รู้ว่าแต่ละพรรคจะได้เท่าไหร่ พรรคชาติไทยพัฒนาอาจจะได้แค่ 5 เสียงภูมิใจไทยได้ 10 เสียง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายชุมพลพูดในประเด็นนี้เรื่องจำนวนเสียง ส.ส. ส่งผลให้เกิดฮือฮาจาก ส.ส.แกนนำของพรรค ทำให้นายชุมพล กล่าวติดตลกว่า "ผมอาจจะพูดโอเวอร์ไป" ขณะที่นายบรรหาร ตะโกนขึ้นไปว่า"ถ้าอย่างนั้นเติมเลขศูนย์เข้าไปก็ได้"

 เมื่อถามว่า การจับมือ 2 พรรคจะชักชวนพรรคอื่นมาร่วมด้วยหรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า เราไม่จำกัดเฉพาะ 2 พรรค ถ้าพรรคอื่นมีเจตนารมณ์เหมือนกับเราก็สามารถมาร่วมกันกับเราได้         

 เมื่อถามว่า การจับมือในครั้งนี้ในข้อกฎหมายการเลือกตั้งเกรงหรือไม่เป็นการฮั้วกันในพื้นที่   นายชุมพล กล่าวว่า ยืนยันว่า เราไม่มีเด็ดขาด ทุกอย่างปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ยอมรับว่า อาจมีบางเขตที่มีปัญหา แต่เราพูดคุยกันได้   ทุกอย่างปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ยืนยันว่า เรื่องฮั้วไม่มี

 “ มารวมกันเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ในอนาคตเราอาจเชิญพรรคอื่นๆมาร่วมกันเป็นไปได้ เราไม่ได้ตัดโอกาส วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นทางการเมืองเท่านั้น ผลประโยชน์ของชาติมาก่อน สำหรับสนามเลือกตั้งคงปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีการฮั้วทางการเมืองแบบที่หลบให้กันทางการเมืองแบบนี้ไม่มีแน่นอน ในเขตเลือกตั้งระหว่างสองพรรคยังสู้กันเต็มที่ ” นายชุมพล กล่าว

 เมื่อถามว่า แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่จะไปจับขั้วการเมืองกับพรรคเพื่อไทยนายชุมพล กล่าวว่า อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เราคาดการณ์จากเรื่องนี้ไม่ได้ ทั้งภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา เคยจับมือกันมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น แม้การเสนอไป จะมีอุปสรรคบ้าง แต่สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ วันนี้เป็นเพียงวันหนึ่งที่เรามาจับมือกันอีกครั้ง ถ้าพรรคอื่นเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของเรา ก็มามารถทำงานร่วมกันกับเราได้ เบื้องต้นการร่วมกันตั้งตั้งเป็นรัฐบาล เราไม่จำกัดว่าจะมีกี่พรรค แต่เราขอมีเพียง 2 พรรคนี้ก่อน และอนาคตหลังจากการเลือกตั้ง เราจะไปกำหนดล่วงหน้าไม่ได้

 เมื่อถามว่า พรรคลำดับที่ 2 ยังสามารถเป็นการนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า เรื่องอนาคตตอนนี้เรายังไม่คิด ถ้าคิดดำเนินการเราต้องปรึกษาหารือกันอีกที

 เมื่อถามว่า เสียงข้างมากในลำดับที่ 1 มีสิทธิ์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายชุมพลกล่าวว่า โดยหลักประชาธิปไตยแล้ว พรรคที่มีเสียงข้างมากอันดับที่ 1 ควรมีสิทธิ์ก่อน นี่คือธรรมเนียมประเพณีในการจัดตั้งรัฐบาลของการเมืองไทย

 เมื่อถามว่า แสดงว่า ยึดมั่นในเสียงข้างมากลำดับ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล นายชุมพล กล่าวว่าเบื้องต้น คงเป็นไปตามนั้น เพราะเรายึดธรรมเนียมเสียงข้างมากมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน

 เมื่อถามว่า ทั้งสองพรรคเห็นด้วยกับการประกาศยุบสภาช่วงเดือนพ.ค.หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า การยุบสภาฯเป็นอำนาจและความเหมาะสมของนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านตัดสินไม่ดีนายกฯก็ต้องรับผิดชอบเสียคะแนนไป อย่างไรก็ตามการยุบสภาส่วนใหญ่จะเลือกในโอกาสและจังหวะที่รัฐบาลได้เปรียบเท่านั้น ทั้งนี้การจัดตั้งรัฐบาลเรายังถือธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำกันมา คือ พรรคใดได้เสียงข้างมากเป็นอันดับหนึ่งต้องได้จัดตั้งรัฐบาลก่อนตามธรรมเนียม แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศชาติในเวลานั้นว่าจะเป็นอย่างไร

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในห้องแถลงข่าวที่ด้านหนึ่งได้จัดเตรียมเก้าอี้ เพื่อให้นายชวรัตน์ นายชุมพล   และรัฐมนตรีทั้ง 2 พรรค นั่งแถลงข่าว โดยให้บรรดาส.ส.ทั้งสองพรรค ร่วมยืนเป็นฉากอยู่ด้านหลัง พร้อมกับสโลแกนจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน เขียนติดอยู่ด้านหลังด้วย ในขณะที่ เก้าอี้แถวหน้า ด้านที่เตรีมไว้ให้กลุ่มผู้สื่อข่าวนั้น ได้มีแกนนำตัวจริงได้แก่ นายบรรหาร นายเนวิน นายสมศักดิ์ และนายอนุทิน นั่งฟังในฐานะผู้สังเกตการณ์ตลอดการแถลงข่าวด้วยอย่างไรก็ตาม ภายหลังเสร็จสิ้นการอ่านแถลงการณ์และเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวซักถามแล้วได้ให้ หัวหน้าแกนนำและส.ส.ของทั้งสองพรรค ร่วมกันจับมือ ชูขึ้นเพื่อให้ช่างภาพถ่ายภาพ ทั้งนายสมศักดิ์ และนายเนวิน ได้คอยเป็นผู้กำกับ และจัดระเบียบการถ่ายภาพให้สวยงามตลอดเวลา  

 นอกจากนี้ในช่วงท้ายนายเนวินยังได้กล่าวแซวผู้สื่อข่าวขึ้นว่า ทำไมผู้สื่อข่าวไม่ถามว่า หาก 2 พรรคได้เสียงเกินครึ่ง จะทำอย่างไร จากนั้นนายเนวิน บอกว่า หากเป็นอย่างนั้นจริง รอให้ถึงวันนั้นก่อนจะตอบได้ จากนั้นนายเนวิน กล่าวว่า   กลับได้แล้ว การจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้ว วันนี้มาเป็นสักขีพยานในการสู่ขอคู่บ่าวสาว เรียบร้อยแล้ว  

 เมื่อถามย้อนกลับไปว่า นายบรรหารกับนายเนวินคิดว่า สามีภรรยาคู่นี้ จะอยู่กันไปได้นานแค่ไหน นายบรรหาร กล่าวติดตลกว่า “ ยังไม่รู้เลยใครเป็นสามี ใครภรรยา ส่วนนายเนวิน กล่าวเสริมว่า นานแน่

ภท.เชื่อจับมือชทพ.ได้ส.ส.เกิน100เสียง

 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยแจ้งว่า เมื่อเวลา 11.00 น.นายเนวิน ได้เรียกรัฐมนตรี และส.ส.พรรคภูมิใจไทยหารือที่ชั้น 14 อาคารสิริภิญโญ เพื่อกำหนดทิศทางในการจับมือกับพรรคชาติไทยพัฒนา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้กับรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยการจับมือกับพรรคชาติไทยฯ นั้นเชื่อว่าจะได้ส.ส.รวมกันกว่า 100 เสียง และเป็นพรรคลำดับที่ 3 เพื่อไว้เป็นข้อต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีภาษีดีกว่าในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และอาจจะมีเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาล แค่หากตกลงในเงื่อนไขไม่ได้ มีแนวโน้มที่จะไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ที่มีเงื่อนไขน้อยกว่า ซึ่งพรรคเพื่อไทยเองเพื่อไทยก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรวบรวมพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมจัดตั้งเป็นรัฐบาล

 ส่วนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทางพรรคได้ให้รัฐมนตรีแต่ละคนไปเตรียมข้อมูลชี้แจงกันเอง ซึ่งไม่มีใครน่าเป็น ห่วง เพราะเป็นเรื่องเก่าที่ผ่านการชี้แจงมาหลายครั้ง มีเพียง นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ทางพรรคยังเป็นห่วง เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับด้านจริยธรรมทางการเมือง   ต่อการครอบครองที่ดินในจังหวัดนครพนม 700 ไร่ ที่ได้มาก่อนการเป็นรัฐมนตรี ทั้งที่ที่อนุญาตให้ประชาชนสามรถครอบครอง 10 ไร่ต่อคนเท่านั้น อีกทั้งสมัยเป็นรัฐมนตรีรมช.เกษตรฯ ยังตัดถนนเข้าไปในที่ดินของตัวเอง