ข่าว

ภท.-ชทพ.ชื่นมื่น"จับมือไว้ไปด้วยกัน"

ภท.-ชทพ.ชื่นมื่น"จับมือไว้ไปด้วยกัน"

14 มี.ค. 2554

'ภท.-ชทพ.' ชื่นมื่น ประกาศจุดยืน "จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน" ฮั้วการเมืองไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน กั๊กพร้อมจับขั้วเพื่อไทย อ้างขอดูสถานการณ์

 เมื่อเวลา 12.00 น. 14 มี.ค.ที่โรงแรมสยามซิตี้ พรรคภูมิใจไทยได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับพรรคชาติไทยพัฒนาภายใต้ชื่องานว่า "จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน" โดยก่อนเวลาเริ่มงาน นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ซึ่งสวมเสื้อฟุตบอลทีมบุรีรัมย์พีอีเอพร้อมแกนนำพรรคบางส่วน อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ได้ลงมายังห้องรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นห้องจัดเลี้ยงเพื่อดูแลความเรียบร้อยด้วยตัวเองโดยปฎิเสธให้กับสัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ส่วนแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาที่เดินทางมาล่วงหน้าเพื่อมาต้อนรับนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้แก่ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม และส.ส.พรรคบางส่วน

 ขณะที่สื่อมวชนได้แซวนายเนวินว่า "ทำไมเมนูอาหารวันนี้ไม่มีหูฉลามที่ท่านบรรหาร" ซึ่งนายเนวิน อมยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า "วันนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นเจ้าภาพครับเลยไม่มีหูฉลาม" สำหรับเมนูอาหารที่พรรคภูมิใจไทยจัดไว้ ประกอบด้วย ปอเปี๊ยะทอด เป็ดย่าง ไก่ตุ๋นเห็ดหอม ฉู่ฉี่เนื้อปลา บล็อกเคอร์รี่ผัดกุ้ง ปลานึ่งมะนาว ข้าวสวย ขนมไทย และผลไม้สด

 เมื่อถึงเวลางานนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ซึ่งสวมเสื้อเชิ้ตสีเหลืองและใส่สูทสีดำทับได้ลงมาจากรถตู้พร้อมด้วยไม้เท้าพยุงร่างกาย และเมื่อเดินเข้ามาภายในโรงแรม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เป็นตัวแทนของพรรคเข้าไปต้อนรับพร้อมกับจับมือร่วมกันแสดงความยินดี นอกจากนี้ นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ได้ชูมือนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยขึ้นเหนือศีรษะด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มและเป็นกันเองก่อนที่จะเดินทางเข้าไปรับประทานกับนายเนวินและแกนนำพรรคภูมิใจไทยต่อไป

 อย่างไรก็ตาม ระหว่างเดินทางเข้าไปในห้องรับประทานอาหารปรากฏว่านายบรรหารมีสีหน้าที่ไม่พอใจ พร้อมกล่าวกับผู้จัดงานว่าได้มีการจัดห้องรับประทานอาหารที่เป็นส่วนตัวเอาไว้หรือไม่ เพราะจะต้องมีการพูดคุยกันกับผู้ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสถานที่ของโรงแรมไม่สามารถให้คำตอบได้ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ต้องมาชี้แจงและทำความเข้าใจกับนายบรรหารว่าห้องรับประทานที่จัดไว้นี้จะไม่ให้สื่อมวลชนเข้ามาสังเกตการณ์โดยจะเป็นการปิดห้องหารือเป็นการส่วนตัวระหว่างสองพรรค โดยได้กันสถานที่ให้สื่อมวลชนเป็นการเฉพาะเอาไว้แล้ว โดยเมื่อนายบรรหารได้รับฟังคำชี้แจงดังกล่าวจึงเดินเข้าห้องเพื่อรับประทานอาหารต่อไป

 จากนั้นเวลา 13.00 น.แกนนำทั้งสองพรรคได้เข้าร่วมแถลงข่าวเพื่อประกาศจุดยืนและท่าทีทางการเมืองร่วมกัน ทั้งนี้ก่อนที่จะมีการแถลงข่าวปรากฏว่าแกนนำพรรคที่อยู่ในระหว่างถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปฏิเสธที่จะนั่งแถลงที่โต๊ะแถลงข่าวที่ได้มีการเตรียมเอาไว้ แต่มานั่งเก้าอี้ที่เตรียมไว้สำหรับสื่อมวลชน ทั้งนี้นายเนวิน ได้ขอความร่วมมือให้ส.ส.ของทั้งสองพรรคเข้าไปยืนด้านหลังที่นั่งที่ทั้งนายชุมพล และนายชวรัตน์ จะแถลงข่าว โดยกล่าวกับส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยว่า "ถ้าใครอยากเป็นส.ส.ให้ไปยืนข้างหลัง" ซึ่งในช่วงแรกของการแถลงข่าวนายเนวินได้แสดงท่าทีจะไม่เข้ามาในห้องแถลงข่าว ทำให้นายบรรหารพูดออกมาว่า "ถ้าเนวินไม่เข้าอาออก" ทำให้นายเนวินต้องรีบวิ่งเข้ามา

 นายชวรัตน์ และนายชุมพล อ่านแถลงการณ์ร่วมกันว่า ทั้งสองพรรคได้หารือถึงแนวทางในการทำงานทางการเมืองในโอกาสที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งได้มีข้อตกลงร่วม 1.ทั้งสองพรรคจะมุ่งมั่นทำงานการเมืองเพื่อปกป้องสถาบันสูงสุดและสร้างความปรองดองให้แก่คนในชาติ 2.ทั้งสองพรรคตกลงให้สัจจะวาจานับแต่นี้จะดำเนินการทางการเมืองร่วมกันมีจุดยืนเดียวกัน 3.หลังการเลือกตั้งไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรทั้งสองพรรคจะตัดสินใจร่วมกัน ขอยืนยัน

 เมื่อถามว่า ทั้งสองพรรคเสนอเป็นตัวแปรทางการเมืองใช่หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า เจตนานี้เพื่อทำภารกิจทางการเมืองร่วมกันเพราะปัญหาของประเทศสะสมมานานแล้ว สังคมไทยต้องการความปรองดองเป็นหัวใจสำคัญ การรวมตัวกันไม่ใช่เป็นตัวแปรแต่เป็นการทำงานเพื่อสร้างความปรองดอง ไม่ให้มีการเลือกข้างและสองมาตรฐาน และที่สำคัญผลการเลือกตั้งยังไม่ออกมาคงทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นตัวแปรทางการเมืองเพื่อต่อรองทางการเมือง เพราะการเลือกตั้งยังไม่มาถึงทำให้ไม่รู้ว่าแต่ละพรรคจะได้เท่าไหร พรรคชาติไทยพัฒนาอาจจะได้แค่ 5 เสียง ภูมิใจไทย ได้ 10 เสียง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายชุมพลพูดในประเด็นเรื่องจำนวนเสียงส.ส.ส่งผลให้เกิดเสียงฮือฮาจากส.ส.และแกนนำของพรรค ทำให้นายชุมพล กล่าวติดตลกว่า "ผมอาจจะพูดโอเวอร์ไป" ขณะที่ นายบรรหาร ตะโกนขึ้นไปว่า "ถ้าอย่างนั้นเติมเลขศูนย์เข้าไปก็ได้"

 "มารวมกันเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ในอนาคตเราอาจเชิญพรรคอื่นๆมาร่วมกันเป็นไปได้ เราไม่ได้ตัดโอกาส วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นทางการเมืองเท่านั้น ผลประโยชน์ของชาติมาก่อน สำหรับสนามเลือกตั้งคงปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติไม่มีการฮั้วทางการเมืองแบบที่หลบให้กันทางการเมืองแบบนี้ ไม่มีแน่นอน ในเขตเลือกตั้งระหว่างสองพรรคยังสู้กันเต็มที่" นายชุมพล กล่าว

 เมื่อถามว่า แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่จะไปจับขั้วการเมืองกับพรรคเพื่อไทย นายชุมพล กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคตยังตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตามทั้งภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนาได้มีการร่วมงานกันทางการเมืองมานานแล้ว และถ้าพรรคใดเห็นด้วยกับแนวทางของเราก็พร้อมให้เข้ามาร่วมงานกับเราได้ ไม่มีการกีดกันแน่นอน

 เมื่อถามว่า ทั้งสองพรรคเห็นด้วยกับการประกาศยุบสภาช่วงเดือนพ.ค.หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า การยุบสภาฯเป็นอำนาจและความเหมาะสมของนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านตัดสินไม่ดีนายกฯก็ต้องรับผิดชอบเสียคะแนนไป อย่างไรก็ตาม การยุบสภาส่วนใหญ่จะเลือกในโอกาสและจังหวะที่รัฐบาลได้เปรียบเท่านั้น ทั้งนี้การจัดตั้งรัฐบาลเรายังถือธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำกันมา คือ พรรคใดได้เสียงข้างมากเป็นอันดับหนึ่งก็ต้องได้จัดตั้งรัฐบาลก่อนตามธรรมเนียม แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศชาติในเวลานั้นว่าจะเป็นอย่างไร

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากพิธีการแถลงข่าวเสร็จสิ้นที่บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ในส่วนของแกนนำพรรคทั้งสองพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับโต๊ะแถลงข่าวทั้งนายเนวินและนายบรรหารได้มีการคุยกันตลอดเวลา ทั้งนี้นายเนวิน กล่าวว่า วันนี้ตนกับนายบรรหารถือเป็นผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหญิงฝ่ายชายที่จะมาอยู่รวมกันและอยู่กันนานแน่นอน จากนั้น ผู้สื่อข่าวเลยแซวกับไปว่าใครเป็นฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ซึ่งนายบรรหาร แซวกลับมาว่า ยังไม่รู้ว่าใครเป็นชายใครเป็นหญิง หรืออาจเป็นผู้ชายกับผู้ชายก็ได้

มท.2เปิดตัว2ส.ส.เพื่อเแผ่นดินย้ายรังซบภท.

 นางจิตรวรรณ  หวังศุภกิจโกศล ส.ส.เขต 2 จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดอกชี้แจงเหตุผลที่ย้ายเข้าร่วม พรรคภูมิใจไทย อย่างเป็นทางการ หลังจากมีกระแสข่าวสะพัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา นายบุญจง  วงไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย หรือ มท.2 ได้ประกาศตัว นางจิตรวรรณ  พร้อม นายประนอม  โพธิ์คำ ส.ส. เขต 2 และสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดินเช่นกันกลางงานกิจกรรมลูกเสือชาวบ้าน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ว่าตนได้สอบถามความคิดเห็นของ พี่น้อง ประชาชน ในพื้นที่ พร้อมปรึกษาหารือกับผู้นำชุมชน เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นคำถามต้องการให้ตนได้อยู่ร่วมทำงานทางการเมืองกับพรรคใด ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา โดยเฉพาะเขต 2 ที่ครอบคลุม 5 อำเภอ

 ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ๋ได้ตอบว่า มีพรรคการเมืองยอดนิยม คือ พรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน และ พรรคภูมิใจไทย ที่มีนโยบายโดนใจ และ เข้าถึงประชาชนระดับรากหญ้า ในความคิดเห็นส่วนตัว นักการเมือง สามารถอยู่พรรคไหนก็ได้ ถ้าพรรคที่ทำงานร่วมด้วยสามารถรับผิดชอบ ดูแลผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชน ได้มากที่สุด จึงได้ตัดสินใจเข้าร่วม พรรคภูมิใจไทย และยังได้มีสัญญาใจกับทางผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย

 "โปรดอย่าใช้คำว่าย้ายจากพรรคเดิม อยากจะให้มีความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกันมากกว่า ขอให้ยึดมั่นว่านักการเมืองมีหน้าที่ และ อุดมการณ์ที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศชาติ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหนก็ตาม"นางจิตรวรรณ บอก

 ด้านนายประนอม  โพธิ์คำ ส.ส. เขต 2 จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเมืองนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย และสถานการณ์ของบ้านเมือง เชื่อว่า ส.ส.ทุกคนนั้นมีเป้าหมายที่จะมีพื้นที่ในการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน ขอยืนยันว่าการโยกย้ายพรรคในครั้งนี้ไม่ได้มีเรื่องใดแอบแฝงทั้งสิ้น

“วิปรบ.”รับลูกนายกฯกำหนดวันยุบสภา

 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) แถลงภายหลังการประชุม ว่า วันนี้ได้มีการพิจารณาระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานรัฐสภาได้ออกจดหมายเพื่อประชุมนัดพิเศษ โดยกำหนดการประชุม 3 วัน คือ 15- 17 มี.ค. เพื่อพิจารณาญัตติกรณีพิเศษ ขอเปิดอภิปรายไม่ใจวางใจนายกรัฐมนตรี และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และคณะ 119 คน เสนอ

 ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า จดหมายเรียกประชุมกำหนดวันอภิปรายไว้ 3 วัน แต่ได้มีการหารือกับวิปฝ่ายค้าน ซึ่งวิปฝ่ายค้านได้แจ้งตนมาตั้งแต่ต้นประสงค์จะอภิปราย 4 วัน ตนจึงได้แจ้งให้ฝ่ายค้านกำหนดกรอบเวลาว่า เวลาที่ฝ่ายค้านต้องการใช้เวลาจริงๆทั้งหมดกี่ชั่วโมง ฝ่ายค้านขอมา 40 ชั่วโมง เพื่อการอภิปราย ตนก็เห็นชอบตามนั้น และแจ้งให้ทราบว่าฝ่ายรัฐบาลจะใช้เวลากึ่งหนึ่งก็พอ ฉะนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย จะมีเวลาชี้แจง 20 ชั่วโมง เผื่อเวลาหารือและประท้วงอีก 6 ชั่วโมง

 นายวิทยา กล่าวว่า สุดท้ายได้มีการทำบันทึกความตกลงระหว่างตน กับนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน โดยระบุในรายละเอียดแจ้งไปยังประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา คือ 1.ฝ่ายค้านจะใช้เวลาอภิปราย 40 ชั่วโมง รัฐบาลตอบ 20 ชั่วโมง เวลาหารือ 6 ชั่วโมง ฝ่ายละ 3 ชั่วโมง หากใครใช้เวลาเกิน 3 ชั่วโมง ให้ไปใช้เวลาจาก 40 ชั่วโมง หรือ 20 ชั่วโมงของตัวเอง 2.กรอบเวลาการอภิปราย ทั้ง 2 ฝ่ายยืนยันว่าการรอภิปรายต้องจบในวันที่ 4 ไม่เกิน 23.00 น. โดยในวันที่ 15 มี.ค.ทั้ง 2 ฝ่ายจะใช้เวลาอภิปรายรวมกันไม่น้อยกว่า 17 ชั่วโมง , วันที่ 16 มี.ค. ใช้เวลา 17 ชั่วโมง , วันที่ 17 มี.ค. ใช้เวลาไม่เกิน 18 ชั่วโมง โดยเริ่มลงชื่อเข้าประชุม 09.00 น. เพื่อให้เปิดประชุมได้ตามเวลา

 ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ฝ่ายค้านจะต้องอภิปรายต่อเนื่องตามกรอบเวลาที่กำหนด จะไม่มีการหยุดอภิปรายหรือเลือกเวลาดีหรือไม่ดี เพื่อจะได้ถ่ายทอดชาวบ้านดูหรือไม่ดูไม่ได้ จะไม่มีการเกี่ยง เพราะต้องการใช้เวลา 40 ชั่วโมงแล้ว ส่วนรัฐมนตรีก็ต้องตอบไม่เกิน 20 ชั่วโมง ทั้งนี้หากชี้แจงจบก็ต้องจบ จะไม่มีการลากยาวถ้าฝ่ายค้านมีการเกี่ยงงอนว่า วันนี้ไม่ขออภิปรายขอต่อพรุ่งนี้ ยังไม่ครบเวลา 17 ชั่วโมง ถือว่าฝ่ายค้านไม่ติดใจอภิปรายก็จบการอภิปราย ทั้งหมดเป็นข้อตกลงร่วมกัน

 นายวิทยา กล่าวว่า หากคำนวนตามระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรี มีการตัดสินใจยุบสภาไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค. จะมีการพิจารณากฎหมายตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนเม.ย. จะมีเวลาพิจารณากฎหมายทั้งหมด 4 วัน กรอบของวิปรัฐบาลเห็นควรว่า พิจารณากฎหมายซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแล้วเสร็จเบื้องต้นเพื่อส่งให้ส.ว.พิจารณาต่อ นอกจากนี้การพิจารณากฎหมายที่ส.ว.แก้ไขให้จบ จะตั้งกรรมาธิการร่วมหรือส่งเรื่องยืนยันตามส.ว.แก้ไขก็จบ และจะมีการพิจารณากฎหมายที่คั่งค้างอยู่สำหรับระเบียบวาระที่เลื่อนขึ้นมาแล้ว 5 ฉบับ ให้แล้วเสร็จภภายในกรอบเวลาที่มีอยู่ทั้งหมด

 “ นอกจากนี้จะมีการพิจารณาเป็นกรณีเร่งด่วน กรณีเดียวคือกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอแก้กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง และพ.ร.บ.เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้ามาเมื่อไหร่ เราก็จะเปิดพิจารณากรณีนั้นเป็นกรณีเร่งด่วน เป็นกรณีพิเศษ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง ฉะนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ดี การกำหนดตารางการทำงานของวิปรัฐบาลก็อยู่ภายใต้กรอบเวลาว่าทุกอย่างต้องจบภายในเดือนเม.ย.นี้เป็นอย่างช้า เพราะนายกรัฐมนตรีแจ้งชัดเจนแล้วว่า จะยุบสภาไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค. เพื่อป้องกันความไม่ประมาท ท่านอาจจะยุบก่อนนั้นได้ หรือไม่เกินนั้น เราก็พยายามเคลียร์งานที่คั่งค้างให้จบ ” นายวิทยา กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า การอภิปรายที่จะมีการเปิดคลิปวีดีโอ เห็นว่าจะมีคณะกรรมการพิจารณาเนื้อหาคลิป จะมีหลักในการพิจารณาอย่างไรว่าตัดต่อหรือไม่ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ส.ส.จะอภิปรายเรื่องใดก็ตาม ไม่สามารถนำเอกสารหรือพยานหลักฐาน มาประกอบการอภิปราย เว้นแต่ได้รับการอนุญาตจากประธานสภา แนวปฏิบัติที่ผ่านมาปีที่แล้ว ประธานกำหนดให้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลตั้งตัวแทนฝ่ายละ 3 คน และตัวแทนจากสำนักเลขาธิการสภาร่วมพิจารณาเอกสาร หรือคลิป ก่อนการนำแสดง คราวนี้ก็เช่นเดียวกัน โดยทางเราได้เสนอชื่อไป 3 คนจากชุดเดิมปีที่แล้วคือ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา หัวหน้าคณะ ,นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา ,นายอรรถวิชญ์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. ทั้งนี้ถ้าไม่มีการตรวจสอบ ประธานอาจไม่ให้นำเสนอก็ได้ถือเป็นอำนาจ เพราะหากเกิดความผิดพลาดประธานต้องรับผิดชอบด้วย ทั้งนี้ประธานสามารถตรวจสอบเอกสารหรือคลิปได้แต่เพียงผู้เดียวได้ก่อนอนุญาตให้นำเข้า

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องส่งตรวจล่วงหน้านานเท่าไหร่ นายวิทยา กล่าวว่า แล้วแต่ประธานพิจารณา ส่วนตรวจสอบแล้วจะทราบว่าจริงหรือไม่อย่างไร ก็เป็นอำนาจประธาน ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญมีแต่ส.ส.อาจจะไม่รู้ว่าจริงหรือไม่อย่างไร ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ก็เป็นอำนาจประธานที่จะตั้งใครมาเป็นกรรมการร่วมกับส.ส.ก็ได้

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกฎหมายลูก ตามเวลาที่ระบุว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.นั้นหมายความว่า มั่นใจว่าจะผ่าน นายวิทยา กล่าวว่า สภามีหน้าที่ผ่านกฎหมายหากแก้มา ถ้าไม่ผิดจากฎหมายก็ผ่าน ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคร่วมรัฐบาลอย่างน้อย 2 พรรคไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาอาจไม่โหวตหรือสนับสนุน ก็อาจจะผ่านยาก ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เพราะถ้ากฎหมายไม่ผ่าน นายกฯก็มีอำนาจยุบสภา และกกต.มีหน้าที่ออกระเบียบ แต่ตนคิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีแนวทางเดียวกันทั้งหมด