
สอบสารบีพีเอผลิตขวดนมทำเด็กปัญญาอ่อน-ยุโรปสั่งห้ามนำเข้าผลิตเด็ดขาด
ไทยต้องตระหนัก เร่งตรวจสอบสาร Bisphenol A ที่ใช้ผลิตขวดนม ส่งผลทำให้เด็กไอคิวต่ำ ปัญญาอ่อน ขณะที่สภาพยุโรปเข้ม สั่งห้ามใช้เด็ดขาด
ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้สาร BPA เป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้าประเภทขวดพลาสติกรวมถึงขวดนมเพราะยังไม่ได้เป็นสารต้องห้าม แต่เมื่อยุโรปประกาศสั่งห้ามนำเข้าขวดนมที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าว จึงควรตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินการผลิตเพื่อส่งออก โดยแนะนำให้ผู้ประกอบการเลี่ยงไปใช้สารอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันแทนได้ สหภาพยุโรปห้ามใช้สาร Bisphenol A ในขวดนมทารก
รายงานจากกระทรวงวิทยาศาสตร์แจ้งว่า สารนี้ยังกำหนดไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ให้ใช้ในการผลิตขวดนมทารกได้ จากรายงานการวิจัยพบว่า สารนี้ทำให้เกิดผลกระทบด้านสมอง ทำให้ถึงขนาดเกิดปัญญาอ่อน ไอคิวต่ำได้
เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2553 รัฐบาลเดนมาร์กได้สั่งห้ามการใช้สาร Bisphenol A (BPA) ในการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้เกี่ยวกับอาหารสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เป็นการชั่วคราว และในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน ฝรั่งเศสก็ได้ประกาศห้ามการผลิต นำเข้า ส่งออก รวมทั้งการวางจำหน่ายขวดนมทารกที่มีสารดังกล่าวเป็นส่วนประกอบเป็นการชั่วคราว ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปได้หารือกับ European Food Safety Authority (EFSA) และได้รับความเห็นชอบเมื่อเดือนกันยายน 2553 ว่า สารดังกล่าวมีความปลอดภัย หากบริโภคต่อวันไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม และได้ยกประเด็นผลกระทบที่มีต่อทารก ซึ่งควรให้ความสนใจต่อไป
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 สหภาพยุโรปจึงได้ประกาศห้ามผู้ผลิตในสหภาพยุโรปใช้สาร BPA ในขวดนมทารก โดยให้มีผลในวันที่ 1 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นไปตาม directive 2011/8/EU ที่ให้มีผลห้ามใช้ในการผลิตขวดนมทารกตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม และห้ามการวางจำหน่ายและนำขวดนมทารกที่มีสารดังกล่าวเข้ามาในสหภาพยุโรปตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ โดยให้ใช้สารอื่นที่มีความปลอดภัยกว่าทดแทนภายในกลางปีนี้
ทั้งนี้ สาร BPA มักใช้ในการผลิตพลาสติกประเภท polycarbonate ซึ่งสารดังกล่าวจะถูกปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์พลาสติกสู่อาหารในปริมาณเล็กน้อย แต่ในกรณีของทารกซึ่งร่างกายกำลังสร้างภูมิในการป้องกันสารนี้ในช่วงอายุ 6 เดือนแรก ทำให้ร่างการมีโอกาสรับสารนี้ได้มากที่สุดโดยเฉพาะหากรับประทานนมผ่านขวดนมเพียงอย่างเดียว
สำหรับในประเทศไทย ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทราบเรื่องนี้แล้ว และได้เตรียมหาข้อมูล พร้อมกับเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อจะได้ให้ความรู้ และเตือนบริษัทผู้ผลิตทั้งหลายที่ยังใช้สารนี้ให้เลิกใช้ เพื่อความปลอดภัยของเด็ก



