ข่าว

บสย.งัดแคมเปญใหม่อุ้มเอสเอ็มอีปิ๊งไอเดียญี่ปุ่นค้ำเงินกู้ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

บสย.งัดแคมเปญใหม่อุ้มเอสเอ็มอีปิ๊งไอเดียญี่ปุ่นค้ำเงินกู้ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

14 มี.ค. 2554

บสย.เตรียมออกแคมเปญใหม่ช่วยธุรกิจเอสเอ็มอี ค้ำเงินกู้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ปิ๊งไอเดียหลังศึกษางานจากเจเอฟซีของญี่ปุ่น พร้อมขอคลังอนุมัติโครงการอีก 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ บสย.ค้ำประกันเพิ่มอีกเท่าตัว

นายพิชิต อัคราทิตย์ ประธานกรรมการ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย.เป็นห่วงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยปัจจุบันที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากปัญหาต้นทุนสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน รวมทั้งปัจจัยทางการเมืองที่ยังไม่สงบ อาจมีผลการดำเนินงาน และการจ้างงาน บสย.จึงได้เตรียมหาแนวทางช่วยเหลือ และมีแนวความคิดที่จะค้ำประกันโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ บสย.กำลังรอให้กระทรวงการคลังพิจารณาวงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ในการดำเนินโครงการค้ำประกันพอร์ตโฟลิโอ ระยะที่ 3 (พีจีเอส 3) เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ บสย.สามารถค้ำประกันเพิ่มอีกเท่าตัวหรือ 7.2 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเอสเอ็มอีได้ระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ จากการไปเยี่ยมชมเจแปน ไฟแนนเชียล คอร์ปอเรชั่น (เจเอฟซี) ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาแนวทางการปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งญี่ปุ่นมีการจัดตั้ง บสย.ย่อย (ซีจีซี) อีก 52 แห่งทั่วประเทศ ที่รัฐบาลท้องถิ่นดูแลอยู่ และให้งบประมาณอุดหนุนหากมีความเสียหายเกิดขึ้น

“ได้เปรียบเทียบการให้ความช่วยเหลือแก่เอสเอ็มอีของญี่ปุ่นแล้วพบว่า มีเอสเอ็มอี 4.2 ล้านราย โดย 99.7% เป็นเอสเอ็มอีรายย่อย ที่เหลือ 1.2 หมื่นราย เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีวงเงินสินเชื่อถึง 255 ล้านล้านเยน โดยเจเอฟซีค้ำประกันให้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 14%  35 ล้านล้านเย็น หรือเท่ากับ 13 ล้านล้านบาท ซึ่งต่างจากไทยที่มีเอสเอ็มอี 2.9 ล้านราย สินเชื่อกว่า 90% ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และ บสย.ค้ำประกันให้ไม่ถึง 1%” นายพิชิตกล่าวและว่า เป้าหมายของ บสย.ที่ต้องการค้ำประกันสินเชื่อจาก 1 แสนล้านบาทเพิ่มเป็น 5 แสนล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้ารัฐบาลต้องให้การสนับสนุนมากกว่านี้

 ขณะเดียวกัน บสย.จะดำเนินนโยบายเชิงรุก ด้วยการออกไปหาลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อให้ เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยเบื้องต้นจะเน้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้านการส่งออก การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์เป็นหลักก่อน โดยหากค้ำประกัน 5 แสนล้านบาท จะทำให้มีสินเชื่อเข้าสู่ระบบไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท และสร้างงานได้อีกมหาศาล