
ปุ๋ยเคมี-น้ำมันถั่วเหลืองหาซื้อยาก"พรทิวา"เต้นสั่งสอบต้นทุน-ยันดูแลทุกฝ่าย
สำรวจพบปุ๋ยเคมีเริ่มขาดตลาด เหตุผู้ผลิตชะลอนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศหลังราคาในตลาดโลกพุ่งไม่หยุด ทั้งรอกระทรวงพาณิชย์ไฟเขียวขึ้นราคา เช่นเดียวกับน้ำมันถั่วเหลืองที่เริ่มขาดแคลนผลพวงจากปัญหาน้ำมันปาล์ม-ราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ด้าน "พรทิวา" สั่งกรมการค้าภายในตรว
รายงานข่าวจากกรมการค้าภายใน (คน.) แจ้งว่า จากการออกสำรวจภาวะราคาและปริมาณการจำหน่ายปุ๋ยเคมี พบว่า ปุ๋ยเคมี 4 สูตรหลักในบางพื้นที่เริ่มขาดแคลนหาซื้อได้ยาก โดยขณะนี้ผู้ประกอบการได้ยื่นขอปรับขึ้นราคาและรอผลการพิจารณาจากกระทรวงพาณิชย์ ขณะเดียวกันผู้ผลิตและผู้นำเข้าเริ่มชะลอการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ เนื่องจากราคาปุ๋ยในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตที่สำคัญยังได้ประกาศปรับอัตราภาษีส่งออกเพิ่มขึ้น เพื่อสงวนปุ๋ยเคมีไว้ใช้ภายในประเทศ
ส่วนน้ำมันถั่วเหลืองพบว่าเริ่มขาดแคลนเช่นกัน เป็นผลมาจากน้ำมันพืชปาล์มขาดแคลนและมีราคาสูงกว่า ทำให้ผู้บริโภคหันไปใช้น้ำมันถั่วเหลืองแทน โดยผู้ประกอบการน้ำมันถั่วเหลืองขอปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น โดยราคาเมล็ดถั่วเหลืองปัจจุบันอยู่ที่ กก.ละ 14.30 บาท และอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมการค้าภายใน ส่วนสินค้าสบู่และแบตเตอรี่พบว่ายังมีความเพียงพอต่อความต้องการของตลาด
ด้านสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์นั้น ขณะนี้ผู้ประกอบการบางรายได้ชะลอการสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ เพราะเหล็กแท่งแบนและเหล็กกล้าแผ่นไม่เป็นสนิมรีดร้อนราคาสูงขึ้น จนทำให้เหล็กแผ่นรีดร้อนและเหล็กแผ่นไม่เป็นสนิมรีดเย็นในประเทศจำหน่ายในราคาเต็มเพดานราคาแนะนำ ซึ่งทางผู้ประกอบการได้เสนอขอปรับขึ้นราคามาเช่นกัน
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ทางสมาคมปุ๋ยได้ยื่นขอปรับราคามากว่า 100 สูตร ทั้งแม่ปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยยูเรีย โดยแต่ละสูตรขอปรับราคาแตกต่างกัน บางสูตรขอปรับขึ้น 10% บางสูตรไม่เกิน 20% เช่น สูตร 15-15-15 ขอปรับขึ้นราคามาประมาณ 10-15% โดยขณะนี้ได้ให้กรมการค้าภายในส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสต็อกปุ๋ยเคมีเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาราคา ซึ่งการขอปรับขึ้นราคามานั้นแต่ละบริษัทก็ขอปรับราคามาไม่เท่ากัน และส่วนใหญ่จะสต็อกสินค้าไว้ประมาณ 2 เดือน ส่วนน้ำมันถั่วเหลือนั้นได้ยื่นขอปรับราคามาขวดละ 19 บาท (ขนาด 1 ลิตร) ซึ่งจากการพิจารณาถึงโครงสร้างต้นทุนแล้วอาจจะให้ปรับได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งหรือขวดละไม่เกิน 9.50 บาท
"การดูแลราคาสินค้านั้น จะต้องดูแลทั้งกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมและสมดุลกัน ซึ่งขณะนี้ได้ให้กรมการค้าภายในไปตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนของสินค้าอย่างละเอียด ทำให้การปรับขึ้นราคาสินค้านั้นจะไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้ผลิตยื่นขอมาทั้งหมด" นางพรทิวากล่าว



