ข่าว

มนุษย์มือถือ

มนุษย์มือถือ

14 มี.ค. 2554

วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีในโลกยุคปัจจุบัน ได้ร่นเวลาของการติดต่อของมนุษย์ให้รวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน และอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น หากมองย้อนไปสมัยเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าการที่คนซึ่งอยู่ห่างไกลกันจะส่งข่าวหรือสื่อสารถึงกันแต่ละครั้ง เป็นเรื่องที่ย

ซึ่งไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าไหร่ และถ้าจำเป็นจะต้องโทรศัพท์ไปต่างประเทศก็ต้องไปที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก ให้โอเปอเรเตอร์ต่อสายให้ แต่ถ้าจะส่งข้อความด่วนถึงกัน ก็ต้องไปให้ที่ไปรษณีย์ส่งโทรเลขให้ ซึ่งก็จะถูกคิดราคาค่าส่งเป็นคำๆ สำหรับสมัยนั้นถือว่าค่อนข้างแพงทีเดียว ดังนั้น ผู้ส่งจึงต้องพยายามใช้คำที่สั้นที่สุด ซึ่งบางทีก็ทำให้ผู้รับเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้

 มีมุกตลกของฝรั่งเกี่ยวกับโทรเลขอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมอ่านมานานแล้วแต่ยังจำได้ดี เรื่องมีอยู่ว่าลูกชายไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วเกิดเงินหมด จึงส่งโทรเลขสั้นๆ ถึงพ่อว่า ‘no mon, no fun, your son’ ตาพ่อก็ตอบกลับไปว่า ‘so bad, so sad, your dad’

 การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วขึ้นนี้ ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีไปเสียทั้งหมด เพราะเริ่มมีคนวิเคราะห์ว่าเทคโนโลยีดังกล่าว ได้ทำลายคุณลักษณะที่ดีของมนุษย์ลงไปอย่างมาก และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมบางอย่าง ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการที่คนทุกวันนี้ขาดความอดทนในการรอคอย กลายเป็นคนที่เอาแต่ใจตนเองหรือมุ่งแต่ประโยชน์ของตนเอง จนละเลยการเกรงใจคนอื่น

 และสิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งไปกว่านั้นก็คือ “วัฒนธรรมมือถือ” กำลังทำให้คนรุ่นใหม่คืนกลับไปสู่สภาพของคนรุ่นโบราณ ที่ใช้แต่ภาษาพูดเป็นหลัก จนละเลยภาษาเขียนไปโดยปริยาย เมื่อคนไม่เขียนหนังสือและไม่อ่านหนังสือกันแล้ว วัฒนธรรมและศิลปะในการเขียน-อ่าน ก็คงจะลดบทบาทลงและค่อยๆ หายไปในที่สุด

 เมื่อมองดูพฤติกรรมของมนุษย์มือถือ เราจะพบว่าแม้พวกเขาจะมีการพูดคุยกันมากขึ้น แต่เรื่องที่พูดคุยนั้นกลับมีเนื้อหาสาระน้อยลง และเป็นเรื่องที่ขาดการกลั่นกรอง ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ม็อบมือถือ" ได้โดยง่าย และการติดต่อสื่อสารที่สะดวกสบาย ก็ทำให้มีการใช้โทรศัพท์มือถือกันทุกที่ทุกเวลา กระทั่งกลายเป็นสิ่งที่ก่อความรำคาญแก่คนอื่น โดยเฉพาะในสถานที่สาธารณะ

 สมัยที่ผมยังเอ๊าะๆ นั้น ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ คนรุ่นผมจึงใช้วิธีเขียนจดหมายถึงกัน ซึ่งจดหมายแต่ละฉบับก็ประดิดประดอยทั้งภาษาและลายมือกันครึ่งค่อนคืน เขียนเสร็จแล้วส่งไปรษณีย์ไปก็รอประมาณ 7 วัน กว่าจดหมายจะเดินทางไปถึงผู้รับ และก็ต้องคอยอีกในเวลาไล่เลี่ยกัน กว่าจดหมายตอบจะมาถึงมือ ดังนั้น เวลาที่ใช้ไปในการเขียนจดหมาย และการรอคอยจดหมาย จึงเป็นความทรงจำอันประทับใจ และสอนให้เรารู้จักกับความอดทนและอดใจในเรื่องต่างๆ

 ย้อนกลับมาดูคนสมัยนี้ จะเห็นได้ว่านอกจากจะไม่รู้จักความอดทนในการรอคอยแล้ว ก็ยังไม่รู้จักมารยาทอีกด้วย ตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้า ในเวลาที่คุณเลือกซื้อสินค้า ก็มักจะมีมนุษย์มือถือเอื้อมมือหยิบของข้ามหัวคุณ หรือแทบจะแย่งของไปจากมือคุณ โดยไม่รอให้คุณเลือกเสร็จหรือแม้แต่เอ่ยคำขอโทษสักคำ พวกยุวมือถือจะเดินเพ่นพ่านพูดโทรศัพท์ด้วยเสียงดังโดยไม่สนใจว่าจะกีดขวางทางคนอื่นหรือไม่ และพวกเขาจะยื้อแย่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นที่นั่งในร้านอาหาร การใช้ลิฟต์หรือบันไดเลื่อน การขึ้นรถเมล์รถแท็กซี่ ฯลฯ

 คนที่ไม่มีมารยาทและไม่รู้จักความอดทนในการรอคอยนั้น ไม่น่ารักหรอกครับ ไม่ว่าจะอยู่ในห้างสรรพสินค้า ตามถนนหนทาง หรือที่ไหนก็ตาม