
"พาทุกคน...กลับบ้าน"ภารกิจ "ดีวีไอ"ในไครสต์เชิร์ช
มหันตภัยแผ่นดินไหวเขย่าเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ขนาดความรุนแรง 6.3 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้อาคารแคนเทอร์เบอรี่ เทเลวิชั่น หรือ "ซีทีวี" ถล่มพังราบเป็นหน้ากลอง และอาคารแห่งนี้เป็นที่ตั้งโรงเรียนสอนภาษา "คิงส์ เอดูเคชั่น" มีนัก
หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ส่งสารแสดงความเสียใจไปถึง ผบ.ตร.ของประเทศนิวซีแลนด์ และสอบถามด้วยความห่วงใย มีสิ่งใดให้ช่วยเหลือหรือไม่ เพียงไม่นานก็มีสารตอบกลับ...ขอทีมตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลมาช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้บัญชาการ สำนักพิสูจน์หลักฐานตำรวจ หัวหน้าทีมตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล หรือ "ดีวีไอ" (DVI-Disaster Victim Identification) พร้อมทีมงานอีก 6 ชีวิต จึงบินลัดฟ้าสู่เมืองไครสต์เชิร์ชทันที พร้อมหอบหิ้วแฟ้มเอกสารข้อมูลเอกลักษณ์บุคคลๆ ของนักศึกษาไทยทั้ง 6 ชีวิตที่ยังไม่รู้ชะตากรรม
-ความรู้สึกแรกที่ไปเห็นสภาพเมืองไครสต์เชิร์ช
วันแรกที่ไปถึงเขาพาไปดูความเสียหายรอบๆ เมือง ความรู้สึกแรกที่มองเห็นซากปรักหักพังของอาคาร ได้แต่ขออย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราเลย แต่เมื่อเป็นภัยพิบัติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็ควรต้องมีการป้องกัน เวลาผมนั่งรถผ่านมองเห็นซากปรักหักพังเหล่านั้น ดูเหมือนว่าอาคารเหล่านั้นมีโครงสร้างไม่แข็งแรง ส่วนถนนก็มีรอยปริแตกเป็นช่วงๆ สภาพอากาศในเมืองก็ปกคลุมไปด้วยฝุ่นทรายเหมือนในหนังคาวบอย เพราะมีฝุ่นทรายพวยพุ่งออกมาจากพื้นดิน
-"ดีวีไอ"จากเมืองไทยทำงานร่วมกับทีมพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของนิวซีแลนด์อย่างไร
จะเริ่มทำงานตั้งแต่ 6 โมงครึ่งจนถึง 6 โมงเย็น มีรถมารับที่พักอยู่ในมหาวิทยาลัยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถึงค่ายทหารซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์บริหารภัยพิบัติ ซึ่งจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนบริหารและจัดการข้อมูล และส่วนที่ใช้ผ่าพิสูจน์ศพ ทีมงานดีวีไอของไทยจะอยู่ทั้ง 2 ส่วนนี้
"ส่วนบริหารจัดการข้อมูล" จะมีลักษณะทำงานเกี่ยวกับการกรอกข้อมูล ตลอดจนเปรียบเทียบข้อมูลจากแฟ้มเอกสารแจ้งคนสูญหายเล่มสีเหลือง และแฟ้มข้อมูลจากการผ่าพิสูจน์ศพเล่มสีแดง ว่าตรงกันหรือไม่ ต้องการข้อมูลเอกสารส่วนใดเพิ่มเติมก็จะช่วยค้นหาให้
"ส่วนผ่าพิสูจน์ศพ" ทีมงานของเราผ่าพิสูจน์ศพไม่ได้ เพราะไม่มีใบอนุญาต จึงช่วยงานในส่วนอื่นๆ เช่น พิมพ์ลายนิ้วมือศพ ขั้นตอนการทำงานจะมีการตั้งเตียงไว้ 2 แถว 4 สถานี เริ่มจากนำศพที่บรรจุอยู่ในซองซิปออกมาจากตู้คอนเทนเนอร์ นำศพมาวางบนเตียงที่ 1 ถ่ายรูป ถอดเสื้อผ้า จดลายละเอียดต่างๆ แล้วส่งต่อมาเตียงที่ 2 เพื่อบันทึกสาเหตุการตาย เก็บดีเอ็นเอ 5 จุด แล้วส่งมาเตียงที่ 3 ผ่าปาก เฉือนคาง เพื่อดูรอยพิมพ์ฟัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล แล้วส่งต่อมาเตียงสุดท้าย เพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือ ลายนิ้วเท้า เมื่อผ่านขั้นตอนเหล่านี้แล้ว ก็นำข้อมูลต่างๆ มาบันทึกในแฟ้มเอกสารสีแดง ที่ใช้เปรียบเทียบกับข้อมูลในแฟ้มแจ้งคนสูญหายในเอกสารสีเหลือง
-พบศพคนไทยรายแรกได้อย่างไร
เมื่อไปถึงศูนย์บริหารภัยพิบัติ เราก็เข้าไปขอดูฐานข้อมูลคนหาย (ใบสีเหลือง) กับคนตาย (ใบสีแดง) โดยรู้เบื้องต้นว่าศพที่มาจากตึกซีทีวีจะขึ้นต้นด้วย รหัส "157 " แล้วก็สืบค้นเจอหลักฐานที่เป็นคนไทย ซึ่งเป็นไอดีบัตรนักเรียน แต่ไม่รู้ว่าศพอยู่ที่ไหน น่าจะอยู่ในห้องผ่าตัด พอผ่าศพพิสูจน์เสร็จ ก็นำข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือมาเปรียบเทียบปรากฏว่าตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของ น.ส.หฤทยา เหลืองสุรภีสกุล ส่วนรายที่ 2-3 เราตรวจเจอเอง เพราะแต่ละคนเริ่มมีรหัสประจำตัวแต่ละคนในการเข้าถึงข้อมูลในระบบ
-รายที่ตรวจสอบยากที่สุด
กรณีของ น.ส.วันเพ็ญ ปรีกลาง เนื่องจากมือไหม้ แต่พบว่ามีกำไลของหลวงพ่อวัดหนึ่ง จึงตรวจกลับมาทางเมืองไทย แต่มือที่ไหม้นั้นยังพอเหลือสาระสำคัญ เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์ของนิวซีแลนด์จึงใช้ซิลิโคนหล่อลายพิมพ์นิ้วมือ เมื่อมาตรวจสอบก็ตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของ น.ส.วันเพ็ญ วันนี้ผมบันทึกส่วนตัวไว้ว่า จากความหวังเลือนรางที่วันแรกมาเปรียบเทียบกับกำไลข้อมือ แต่ผู้ชำนาญการสามารถหล่อลายพิมพ์นิ้วมือได้จากซิลิโคน มีลายพิเศษตรงกัน 13 จุด หลังจากนั้นวันเดียวกันก็ยืนยันพบศพคนไทยอีก 2 ศพ คือ น.ส.ธนิดา อินทรางกูร และ น.ส.จิตรา ไวสุทธิธาดาพงษ์ เท่ากับตอนนี้เจอศพคนไทย 5 ราย ยังเหลืออยู่อีก 1 ราย ซึ่งใกล้ครบกำหนดที่ผมจะกลับเมืองไทยแล้ว แต่โชคดีเช้าวันรุ่งขึ้นก็พบศพสุดท้าย แต่ยังต้องผ่านขั้นตอนสำคัญคือ "ปล่อยศพ" มีการตรวจสอบที่เข้มงวด ต้องคอนเฟิร์มข้อมูลให้เขาเชื่อถือ
-ตอนที่ยังเหลืออีก 1 ศพสุดท้ายรู้สึกอย่างไร
ผมอยากพาทุกคนกลับบ้าน ทุกครั้งที่หาคนไทยพบ เรามีความสุขจากการค้นพบ แต่เหลืออีก 1 วันก็จะกลับแล้ว คิดว่าจะขยายเวลาอยู่ต่อ แม้ว่าตลอดสัปดาห์ที่มาทำงานเหนื่อยล้า ทำงานไม่มีวันหยุด สรุปงานทุกคืนกว่าจะได้นอนหลังเที่ยงคืนทุกวัน ในวันที่พบทั้ง 5 ศพนั้น ได้ไปร่วมงานศพที่วัดพุทธสามัคคี เจอคนไทยที่นั่น ก็มีโอกาสเล่าสิ่งต่างๆ ให้พวกเขาเข้าใจถึงการทำงาน และบอกว่ายังหลืออีก 1 ศพที่ยังไม่พบ แม้ว่าพี่สาวของสิริพรรณ วงษ์บุญนาม เดินทางมาตามหาน้องสาวตั้งแต่เกิดเหตุการณ์วันแรกก็ตาม แถมทำข้าวหมกไก่มาเลี้ยงพวกเราด้วย ปกติมื้อกลางวันจะกินแต่แซนด์วิช อย่างไรก็ตาม 1 ศพที่ยังไม่พบ เราก็ไม่สบายใจ แต่พอตื่นเช้ามาทำงานก็ได้เจอข่าวดีว่าเจอศพสุดท้ายแล้ว
-สมมติว่าเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ในเมืองไทย จะรับมืออย่างไร
จะยึดหลักตำรวจสากลใช้ระบบการตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคลโปรแกรมเดียวกันเพื่อการเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมถึงกัน เวลาประเทศอื่นๆ มาช่วยเรา จะได้ไม่เกิดความสับสนเพราะรู้การใช้งานระบบเดียวกัน และสิ่งสำคัญอยากให้ทุกประเทศมีข้อตกลงร่วมกันในการบันทึกลายพิมพ์นิ้วมือเก็บไว้ เวลาเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้จะง่ายต่อการตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคลเหมือนคนไทยที่สามารถพากลับบ้านได้เร็วและครบทั้ง 6 ราย



