
เอาชนะความกลัว
ถึงแม้ว่าดิฉันจะไม่ใช่คนชอบดูหนัง ประเภทที่เรื่องโน้นก็พลาดไม่ได้ เรื่องนี้ก็พลาดไม่ได้ แต่ถ้ามีหนังที่อยากดูหรือต้องดูหนังสักเรื่อง ดิฉันเลือกที่จะชมในโรงภาพยนตร์มากกว่าที่เช่าแผ่น หรือซื้อแผ่น มานอนดูที่บ้าน
ไม่ใช่เพราะระบบเสียงเซอร์ราวด์รอบทิศทาง ไม่ใช่เพราะจอใหญ่โตมโหฬาร แต่ดิฉันเป็นพวกชอบเสพบรรยากาศ ชอบดูว่าพฤติกรรมของคนดูหนังเรื่องเดียวกับเราเป็นยังไง หรือเมื่อดูจบแล้ว ออกจากโรงภาพยนตร์มา แต่ละคนแสดงอาการอย่างไรบ้าง
เมื่อตัวเองเลือกที่จะชอบแบบนี้ ทำให้ดิฉันดูหนังไม่มาก เข้าโรงหนังก็ไม่บ่อย และหนังเรื่องนั้นต้องเป็นเรื่องที่อยากดูจริงๆ เหมือนเมื่อครั้งที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “วอลล์ตรีท 2 : มันนี่ เนฟเวอร์ สลีป” (Wall Street 2 : Money Never Sleep) อันนั้นก็อยากดูมากจริงๆ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ดิฉันรับผิดชอบ ทั้งการเขียนคอลัมน์และการเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ
ส่วนภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ทำให้ดิฉันต้องพาตัวเองเดินเข้าโรงภาพยนตร์อีกครั้ง ก็คือ “เดอะ คิงส์ สปีช” (The King’s Speech) หนังฟอร์มดีที่คว้ารางวัลจากเวทีออสการ์มาได้ 4 รางวัล จากการเข้าชิงถึง 12 สาขา ซึ่งรางวัลที่คว้ามาได้นั้น รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม
บอกตรงๆ ว่า แม้หนังเรื่องนี้จะไม่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ หรือไม่ได้รางวัลมาครอง ดิฉันก็ยังอยากดูหนังเรื่องนี้อยู่ดี เพราะความสนใจหลักไม่ได้อยู่ที่ “รางวัล” แต่อยู่ที่ “เนื้อหา” เนื่องพราะตัวเองเป็นคนที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับราชวงศ์ยุโรป ซึ่งแน่นอนว่า ต้องหมายรวมถึงราชวงศ์อังกฤษ ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองไม่ควรพลาดที่จะต้องดู
และต้องย้ำอีกครั้งว่า ดิฉันไม่ใช่นักวิจารณ์หนัง ซึ่งใครที่อยากรู้ว่า หนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ อย่างไร และสมศักดิ์ศรีรางวัลออสการ์หรือไม่ ก็คงจะได้ติดตามจากบรรดานักวิจารณ์กันไปหมดแล้ว เพียงแต่แค่อยากแบ่งปันแนวคิดที่ได้จากหนังเรื่องนี้ในมุมมองของตัวเองที่คิดว่า มีหลายเหลี่ยมมุมที่น่าสนใจ
ความสำคัญของ “เดอะ คิงส์ สปีช” หลักๆ มีอยู่ไม่กี่ประเด็น หนึ่ง คือ พระวิริยะมานะของพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระราชบิดาแห่งสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ ที่ 2 ที่ทรงพยายามเอาชนะ “ปมด้อย” ของพระองค์เอง ซึ่งปมด้อยที่ว่า ก็คือ การที่พระองค์มีปัญหาด้านการพูด ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ติดอ่าง”
หากเป็นคนธรรมดา เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ในฐานะดยุคออฟยอร์ค พระโอรสองค์รองแห่งพระเจ้าจอร์จที่ 5 ทำให้หลายครั้งพระองค์ต้องเสด็จไปปฏิบัติภารกิจแทนพระราชบิดา จนกระทั่งเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจอร์จที่ 6 ต่อจากกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 8 พระเชษฐาที่ทรงสละราชสมบัติ ทำให้พระองค์ยิ่งต้องทรงพยายาม “เอาชนะ” ปมด้อยของพระองค์เอง ทั้งๆ ที่ทรงท้อถอย และหันหลังให้กับความพยายามมาแล้วหลายครั้งหลายครา
นอกจากความชัดเจนที่หนังต้องการสื่อในการเอาชนะปมด้อยของตัวเองแล้ว หนังยังสะท้อนถึงมิตรภาพต่างชั้นวรรณะ ระหว่างพระเจ้าแผ่นดินแห่งสหราชอาณาจักรกับ “ด็อกเตอร์โล้ก” หรือไลโอเนล ผู้ซึ่งเป็นนักบำบัดการพูด ผู้ชายธรรมดาที่สามารถนำพาให้พระเจ้าจอร์จที่ 6 ผ่านวิกฤติแห่งตนเองมาได้
ในตอนจบ หนังพยายามสื่ออีกครั้ง เรื่องการเอาชนะปมด้อยของกษัตริย์อังกฤษ แต่ในระหว่างทาง ดิฉันกลับสงสัยเรื่อง “ความกลัว” ซึ่งเป็นเหตุที่นำมาซึ่งปมด้อย ในระหว่างการบำบัดมีการพูดถึงปมปัญหาที่ก่อตัวตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ แต่ก็ไม่ได้ระบุชัดว่า อะไรเป็นมูลเหตุที่พระองค์กลายเป็นเด็กที่พูดติดอ่าง ไม่ว่าจะเป็นความเข้มงวดของพระบิดา ความโดดเด่นสดใสเป็นที่รักใคร่ของพระเชษฐา หรือการจากไปอย่างกะทันหันของพระอนุชา
ดังนั้น สำหรับตัวเองแล้ว ดิฉันมองว่า การเอาชนะ “ความกลัว” นั้น ยากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเราไม่รู้ว่า เรากลัวอะไร
แต่ก็น่าแปลกที่ว่า ในชีวิตจริงนั้น เรารู้ว่า เรากลัวอะไร แต่เรากลับเพิกเฉยและละเลยที่จะเอาชนะความกลัวนั้น ลองนึกดูว่า คุณกลัวการไม่มีรายได้หรือเปล่า กลัวว่าชีวิตบั้นปลายตอนเกษียณจากการทำงานจะอยู่อย่างไร กลัวว่าถ้าเจ็บไข้ได้ป่วย หรือถ้ามีเหตุต้องใช้เงินอย่างฉุกเฉิน คุณจะมีเงินพอหรือไม่ จะประคับประคองมาตรฐานการใช้ชีวิตให้มีความสุขได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่
เมื่อรู้ว่า กลัวอะไร แบบไหน ก็หาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน เตรียมตัวไว้ก่อนตั้งแต่แรก
อีกประเด็นหนึ่งในภาพยนตร์ “เดอะ คิงส์ สปีช” ที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง คือ เบื้องหลังการฟันฝ่าอุปสรรคของพระเจ้าจอร์จที่ 6 นั้น นอกจากจะได้รับการบำบัดที่ใช้หลักจิตวิทยาของไลโอเนลแล้ว กำลังใจสำคัญยังมาจากพระราชินีอลิซาเบธ ที่อยู่เคียงข้างพระสวามีในทุกสถานการณ์
ต้องยอมรับว่า ในหลายๆ ครั้ง ความสำเร็จของผู้ชาย มาจากแรงสนับสนุนและกำลังใจเงียบๆ ที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิง
ถึงตรงนี้ ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ชายไทยค่ะ เพราะล่าสุดผลสำรวจ “ดัชนีชี้วัดเรื่องผู้หญิงกับความรู้เรื่องการเงิน” ของมาสเตอร์การ์ด ระบุว่า สาวไทยนี่แหละที่เข้าใจเรื่องการบริหารการเงินมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
สาวๆ ในภูมิภาคนี้มีความรู้เรื่องภาพรวมด้านการเงินพอประมาณค่ะ แต่พบว่า สาวไทยมีความใฝ่รู้ และให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารการเงินมากที่สุด สะท้อนได้จากการที่ผู้หญิงไทยได้รับการยอมรับ และไว้วางใจให้มีบทบาท และตำแหน่งหน้าที่การงานในด้านการเงิน และการลงทุนมากขึ้นอีกด้วย
ผลสำรวจดังกล่าวครอบคลุมใน 3 หัวข้อ ได้แก่ การวางแผนทางการเงิน การลงทุน และการบริหารการเงินแบบพื้นฐาน ซึ่งคะแนนของสาวไทยสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 ตามมาด้วยนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ส่วนประเทศที่รั้ง 3 อันดับสุดท้ายได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี
ถ้าตอนนี้หนุ่มไทยคนไหนยังไม่รู้จะเอาชนะความกลัว (ด้านการเงิน) ของตัวเองอย่างไร ลองหันไปปรึกษาสาวข้างกายของคุณดูไหมคะ
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



