ข่าว

"พรทิวา"สั่งงัดไม้แข็งดูแลสินค้าเตรียมใช้กฎหมายเล่นงานพวกกักตุนป่วนตลาด

"พรทิวา"สั่งงัดไม้แข็งดูแลสินค้าเตรียมใช้กฎหมายเล่นงานพวกกักตุนป่วนตลาด

12 มี.ค. 2554

"พรทิวา" สั่งงัดไม้แข็งดูแลสินค้า ขู่ใช้มาตรการทางกฎหมายพวกกักตุนรอขึ้นราคาทำให้ตลาดป่วน เกษตรฯ สำรวจแม่ไก่ไข่เร่งวางแผนรับมือผลผลิตลด ด้านกระทรวงอุตสาหกรรมสำรองน้ำตาล 3 ล้านกระสอบ รองรับตลาดตึงตัว

 นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในดูแลสินค้าให้เข้มงวดมากขึ้น โดยปรับบทบาทมาเน้นการใช้มาตรการทางกฎหมายมากขึ้น เพราะตอนนี้ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากเอกชนมากนัก โดยเฉพาะในเรื่องการกักตุนทำให้สินค้าขาดตลาด ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้านั้น จากการคำนวณเบื้องต้นมีสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตเปลี่ยนแปลงเพียง 10% ไม่น่าจะเกิน 20 รายการ แต่ขณะนี้ที่ขอปรับเข้ามาจริงๆ มีเพียง 4 รายการ ได้แก่ นม ปุ๋ยเคมี เหล็ก และน้ำมันถั่วเหลือง

 "หลังจากนี้กระทรวงพาณิชย์จะใช้มาตรการที่เข้มงวดต่อสินค้าที่ทำให้ตลาดปั่นป่วนหรือขาดแคลน ซึ่งจะเน้นดูต้นทุนที่แท้จริง ขณะนี้ยอมรับว่ากลุ่มสินค้าที่จะได้รับอนุมัติให้ปรับราคา แม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากปัญหาขาดแคลนตามฤดูกาล แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะเก็บสินค้าสต็อกไว้ เพื่อรอช่วงจังหวะในการปรับราคา จึงจะใช้แนวทางในการดูแลติดตามให้เข้มข้นมากขึ้น" นางพรทิวากล่าว
 
 สำหรับปัญหาไข่ไก่ขาดตลาดนั้น จากการตรวจสอบพบว่าไข่ไก่ในตลาดมีปริมาณลดลงบ้าง แม้ข้อเท็จจริงปริมาณผลผลิตจะไม่ได้ลดน้อยลง จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกว่าสินค้าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการจนเกิดการกักตุน ซึ่งจะเป็นความต้องการเทียมที่มาทำให้สินค้าขาดตลาดได้

 ด้านนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ว่า ผลผลิตไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดลดลงจากปกติวันละ 28 ล้านฟอง เหลือ 24-25 ล้านฟอง จึงให้กรมปศุสัตว์ตรวจสอบข้อมูลแม่ไก่ไข่ยืนกรงทั้งระบบอีกครั้ง เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาผลผลิตไข่ไก่ที่ลดลง ขณะที่สถานการณ์ด้านราคานั้น ไข่ไก่ได้ปรับราคาสูงขึ้นเป็นฟองละ 2.80 บาท จากเดิมอยู่ที่ 2.60 บาท

 นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้เชิญผู้แทนโรงงานน้ำตาลและชาวไร่มาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำตาลในประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าน้ำตาลในปี 2554 จะไม่ขาดแคลน โดยในปีนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดสรรน้ำตาลโควตา ก. เพื่อบริโภคในประเทศ 25 ล้านกระสอบ ซึ่งอยู่ในระดับที่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าน้ำตาลจะตึงตัวจึงมีเห็นตรงกันว่าควรให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายมีน้ำตาลสำรอง 3 ล้านกระสอบ เพื่อจำหน่ายในประเทศช่วงขาดแคลน