
"สายสืบชุดส้ม"ร่วมใจพิทักษ์เมือง
ขอเตือน...ผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งหลาย ที่จะเข้ามาก่อเหตุร้ายในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 (บก.น.8) เพราะทุกตารางนิ้วมี "ตาสับปะรด" คอยจับจ้องและรายงานให้ตำรวจรับทราบความเคลื่อนไหวอยู่ทุกฝีก้าว!!
"อำนาจ อภิรมย์ชัย" หนุ่มวินจักรยานยนต์รับจ้าง ระหว่างที่นั่งเลี้ยงลูกรอเวลาวิ่งวินตามปกติ บังเอิญเห็นสิ่งผิดปกติ เมื่อนักเรียนช่างกลกลุ่มหนึ่งกำลังขนอาวุธมาซ่อนไว้ตรงพงหญ้าเพื่อรอดักตีคู่อริ จึงรีบรายงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ จนนำมาสู่การจับกุมเด็กที่กระทำผิดได้พร้อมของกลาง
นั่นเป็นเพียงตัวอย่างของผลิตผลจากขบวนการฝึกฝนสายสืบตาสับปะรดให้แก่สิงห์นักบิดประจำวิน ให้กลายเป็น "นักสืบชุดส้ม เพื่อร่วมใจพิทักษ์เมือง" หนึ่งในโครงการดีๆ ของ บก.น.8
"ในพื้นที่รับผิดชอบของ บก.น.8 มีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นจำนวนมาก พวกเขาจะอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา จึงมองว่าจะน่ามาเป็นหูเป็นตาให้แก่ตำรวจ หรือเป็นแนวร่วมในการป้องกันอาชญากรรม ช่วยแจ้งเบาะแสให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้" พ.ต.อ.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บังคับการ บก.น.8 บอกถึงที่มาของโครงการฝึกอบรมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง "ร่วมใจพิทักษ์เมือง"
จึงขอความร่วมมือบรรดาวินจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่ บก.น.8 นั้น ให้มาอบรมตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน มีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง รับจ้าง...ผ่านการอบรมหลักสูตรในเบื้องต้นแล้ว ราวๆ 4,000 คนแล้ว
ทั้งนี้ การอบรมแต่ละรุ่น เมื่อผ่านๆ ไป 3-6 เดือน จะมีการเลือกกลุ่มแกนนำแต่ละพื้นที่เข้ามาอบรมระดับเข้มข้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และเป็นจักรยานยนต์รับจ้างที่ดี ด้วยการให้ข้อมูล ข่าวสาร เกี่ยวกับอาชญากรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งราวทรัพย์ ช่วยจับโจร ช่วยป้องกันโจรสะพานลอย สอดส่องดูแลพวกก่อความไม่สงบ พบเห็นสิ่งผิดปกติรีบแจ้งตำรวจ เพียงกดโทรแจ้งตำรวจเท่านี้ก็ได้ทำหน้าที่ "สายสืบชุดส้ม" อย่างเต็มที่แล้ว
ส่วนหลักสูตร ตลอดจนเทคนิคการฝึกอบรม "สายลับชุดส้ม" นั้น จะเน้นให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ต้องจำรูปพรรณสัณฐานคนร้ายให้ได้ ด้วยเทคนิคการเลือกจดจำสิ่งใหญ่ๆ ที่สังเกตเห็นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเพศ วัย รูปร่าง ผิว เชื้อชาติ รูปหน้า ทรงผม ปาก หู ตา สวมแว่นไม่สวมแว่น ตำหนิ แผลเป็น รอยสัก ความพิการ ท่าทางการเดิน สำเนียงการพูด การแต่งกาย เครื่องประดับ การกระทำบ่อย สูบบุหรี่จัด ล้วงกระเป๋า เกาจมูก ลูบปาก ตลอดจนยานพาหนะของคนร้าย ไม่ว่าจะเป็นประเภทรถ สีของรถ ความเก่าใหม่ ยี่ห้อ หมายเลขทะเบียน ตำหนิ รอยชน สติกเกอร์ ต่างๆ ล้วนเป็นเบาะเแสได้ทั้งนั้น แต่ต้องรีบบันทึกตำหนิรูปพรรณในกระดาษหรือสมุด แล้วส่งมอบให้ตำรวจทันที ที่สำคัญต้องมีสติ ไม่ตื่นเต้น ไม่ควรใช้วิธีคาดเดา เพราะจะทำให้การสืบสวนหลงทางได้
"ผมเคยบอกแล้วว่า พวกเขาไม่ต้องไปทำอะไรเลย ถ้ากลัวก็ให้หลบในที่ปลอดภัย แล้วใช้วิธีสังเกตและจดจำ เคยมีหลายคนเป็นฮีโร่วิ่งไปล็อกคอโจร ผลปรากฏไปอยู่วัดกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมพยายามบอกเสมอว่า ไม่จำเป็นต้องวิ่งไปจับคนร้าย ให้หลบในที่ปลอดภัยแล้วคอยสังเกตรูปพรรณคนร้าย ทั้งนี้การฝึกอบรมไม่ได้ต้องการให้พวกเขามาเสี่ยง ไม่อยากให้มีใครล้มตาย ใครจะว่าคุณขี้ขลาดก็ไม่ต้องไปสนใจ ขอให้ใช้สายตาคอยสังเกต จดจำให้ได้ เอามือถือแอบถ่ายก็ได้" พ.ต.อ.ปิยะ บอกเทคนิค และย้ำอีกว่า ผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้ว จะรู้เทคนิคในการจดจำคนร้าย ถ้าเกิดเหตุในพื้นที่วินใด แล้วไม่มีเบาะแสหรือไม่สามารถจดจำคนร้ายจะเรียกมาอบรมใหม่ทั้งวิน (ฮา)
ด้าน นิรันดร์ ฟุ้งกลาง จักรยานยนต์รับจ้างวินหน้าโรงพยาบาลทหารเรือ ยอมรับว่า ตั้งแต่ไปฝึกอบรมมา รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าสามารถช่วยเหลือเป็นหูเป็นตาให้สังคมได้ และรู้เทคนิการสังเกตพฤติกรรมผู้ต้องสงสัย แต่ถ้าเจอเหตุการณ์จริงๆ ก็คงไม่กล้าวิ่งไปจับคนร้ายโดยตรง แต่ถ้าเป็นต่อตัวก็พอไหว
เช่นเดียวกับ ชาคริต แจ้งสุวรรณ์ เพื่อนร่วมวิน บอกว่า ตั้งแต่ไปอบรมมา รู้เทคนิคในการจดจำสังเกตคนร้าย ซึ่งปกติก็ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ตำรวจอยู่แล้ว
ถึงแม้ "สายสืบชุดส้ม" อาจเป็นเพียงแค่นักเฝ้ามองคนร้าย ตราบใดก็ตามที่ยังมีคนช่วยสอดส่องคอยเป็นหูเป็นตาให้ตำรวจ เชื่อว่าปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ย่อมลดลง แล้วความภูมิใจก็จะย้อนกลับมาสู่ผู้ที่ได้ชื่อว่าทำเพื่อสังคม เฉกเช่นพวกเขา...สายสืบชุดส้มประจำวิน!!



