ข่าว

พิพากษายืนจำคุก5ปี"ประวัติ ถนัดค้า"

พิพากษายืนจำคุก5ปี"ประวัติ ถนัดค้า"

11 มี.ค. 2554

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 5 ปี ประวัติ ถนัดค้า อดีตรอง อธ.กรมป่าไม้ รับสินบน 5 ล้าน เซ็นอนุมัติปล่อยอายัดไม้ป่าสาระวิน ส่วนพ่อค้าไม้ คนให้สินบนโดน 2 ปี

 (11มี.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวินัย พานิชยานุบาล อายุ 70 ปี เจ้าของบริษัท สหวนกิจ (1999) จำกัด พ่อค้าไม้รายใหญ่ ในจังหวัดภาคเหนือ และนายประวัติ ถนัดค้า อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ จำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นผู้ให้และรับสินบน เพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงาน ใช้ตำแหน่งหน้าที่กระทำการโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 144 และ ม.149

 โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 พ.ย.48 เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ ซึ่งมีพนักงานธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้เบิกเงินจำนวน 5 ล้านบาท ออกไปหลังจากเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ได้ทำการตรวจสอบ และอายัดไม้สักท่อน ของบริษัทสหวนกิจฯ มูลค่า 180 ล้านบาท ไว้ มาเบิกความยืนยัน ซึ่งสอดคล้องกับพยานแวดล้อมโจทก์ปากอื่น ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนในคดีนี้ได้ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถอนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แล้วนำไปบรรจุไว้ในกล่องกระดาษ โดยใส่ไว้ในกระเป๋า แล้วนำไปให้จำเลยที่ 2 ที่บ้านพัก ซึ่งพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จึงพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.144 ฐานเป็นผู้ให้ทรัพย์สิน หรือสินบนแก่เจ้าพนักงาน และให้จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน รับทรัพย์สินหรือสินบน พร้อมกันนี้ศาลได้มีคำสั่งให้ริบของกลาง ซึ่งเป็นเงินจำนวน 5 ล้านบาทไว้ด้วย ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์

 ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว คดีมีประเด็นว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่เห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานเบิกความยืนยันถึงพฤติกรรมของจำเลยทั้งสองว่ามีความรู้จักสนิทสนมกันมาก่อน โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของไม้สักจากสาระวิน ที่ถูกกรมป่าไม้อายัดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540  ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ มีอำนาจหน้าที่อนุมัติในการยึดอายัดไม้สักมูลค่า 180 ล้านบาท โดยโจทก์มีพยานเบิกความว่าในเดือนกุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 2 รวม 5 ครั้ง ครั้งละ1-2 นาที ส่วนพยานโจทก์อีกปากเบิกความว่า ได้ยินว่าจำเลยที่ 1 โทรศัพท์และพูดว่า “เรื่องไม้เสร็จแล้วหรือยัง” ซึ่งเป็นการติดต่อให้จำเลยที่ 2 เซ็นต์อนุมัติปล่อยไม้ โดยจำเลยเพียงว่ามีคนทิ้งโน้ตให้โทรศัพท์กลับเป็นคำเบิกความลอยๆ ไม่มีน้ำหนัก
          
 นอกจากนี้โจทก์ยังมีเป็นพนักงานธนาคารกรุงศรีอยุธยาสาขาบางเขน เป็นพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มาเบิกเงินด้วยตัวเอง สอดคล้องกับผลการตรวจลายนิ้วมือบนธนบัตรพบลายนิ้วมือของจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ปล่อยไม้ที่อายัด เป็นความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานเพื่อไม่กระทำการตามหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานรับสินบนเพื่อตน เพื่อไม่กระทำการตามหน้าที่โดยทุจริต ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลรอลงอาญา เพราะไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน เห็นว่า การกระทำของจำเลยมีความร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นลง 2 ปี นับว่าสาสมแก่โทษแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างจึงไม่สมควรรอลงอาญาให้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อครั้งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี 2540 รัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี รณรงค์ระดมทุนตั้งกองทุนช่วยชาติ โดยมีประชาชนมาบริจาคเงินจำนวนมาก ขณะเดียวกัน นายประวัติ ก็หอบเงิน 5 ล้านบาทมาบริจาค โดยอ้างว่ามีบุคคลนำเงินดังกล่าวใส่กล่องของขวัญมาวางไว้โดยนายชวน เป็นว่าเป็นเงินต้องสงสัยจึงไม่รับบริจาค พร้อมกับสั่งตั้งกรรมการสอบสวน จึงทราบว่าเป็นเงินสินบนที่ได้รับจากการเซ็นต์อนุมัติปล่อยไม้สาระวิน จึงถูกฟ้องดำเนินคดี