
หิ่งห้อยในคืนเดือนมืด
ตั้งแต่ปล่อยแกนนำเสื้อแดงออกจากคุกมา ก็เพิ่งเห็น อดิศร เพียงเกษ นี่แหละที่พูดจาดูจะเห็นแก่บ้านแก่เมือง
อดิศร มองแบบคนที่ผ่านอะไรต่อมิอะไรมาเยอะ โดยที่ไม่ได้มองแล้วปล่อยผ่าน ให้เหตุการณ์มันพาไป โดยที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องไตร่ตรองทบทวนว่า ที่มันเกิดขึ้นนั้น ดีไหม เสียหายหรือเปล่า
จริงอยู่ อดิศรเป็นแกนนำกลุ่มแรกๆ ที่โดดลง "รถไฟสายหายนะ" ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ก่อนที่เหตุการณ์การชุมนุมจะบานปลายกลายเป็นจลาจลเผาบ้านเผาเมืองหลังจากนั้นไม่ถึง 10 วัน
ก็จริงอีกละว่า ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา อดิศรไม่เคยสัมผัสรสชาติของผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายในคุก
อดิศรเลือกวันเวลาที่เกือบสะเด็ดน้ำแล้วค่อยมามอบตัว แล้วก็ได้ประกันตัวออกไป นั่นอาจจะทำให้คนเสื้อแดงมองอดิศรในแบบหนึ่ง แต่ก็น่าเชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ ด้วยการคลุกอยู่วงในของคนเสื้อแดงในขณะนั้น ถ้ามีโอกาสอย่างน้อยๆ ก่อนที่อดิศรจะจากโลกนี้ไป ก็น่าจะเปิดความจริงที่ได้สัมผัสให้คนรุ่นหลังจำเอาไว้เป็นบทเรียน
ฝากไว้ให้เป็นคุณกับประเทศชาติ
เรื่องราว หรือความจริงที่ว่าจะเป็นอย่างไร หากไม่ได้ฟังจากปากอดิศร ก็คงยากที่จะคาดเดา...รู้แต่ว่าหลังการมอบตัวและได้ประกันตัว อดิศรยืนยันว่า จะไม่ไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงในวันเสาร์ที่ 12 มีนาคมนี้
ถ้อยแถลงของอดิศร ถึงเหตุผลที่ไม่ไปนั้นสำหรับคนเสื้อแดงคงจะตกใจ เพราะอดิศรมองว่าบ้านเมืองดีขึ้นแล้ว และทุกฝ่ายน่าจะถอยคนละก้าวหรือจับมือกัน
นั่นเพราะเขามองว่า การเมืองมันเป็นเรื่องความคิดและความเชื่อ ไม่ใช่การหักล้างกันด้วยกำลังคน หรือกำลังอาวุธ
อย่างที่บอกแต่แรกว่า ประสบการณ์และการได้เห็นของจริงในการชุมนุมก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อกลางปี 2553 ทำให้อดิศร ในวันนี้ไม่ใช่วันที่ขึ้นเวที นปช.ในวันก่อน
น่าเสียดายก็แค่ว่า ในวันนี้มีคนที่มีความคิดทางการเมืองอย่างอดิศรอยู่น้อยนิด ที่คิดว่าสุดท้ายแล้วประเทศชาติต้องมาก่อน
การต่อสู้ทางการเมืองกลายเป็น "สงคราม" รูปแบบหนึ่ง ที่มีสูตรสำเร็จว่า มีพรรค มีแนวร่วม มีกองกำลัง มีทุนสนับสนุน
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าคนแบบอดิศรมีเพียงเท่านี้ ในความมืดมิดแม้เพียงหิ่งห้อย ก็ยังดีกว่าไม่มีแสงสว่างใดๆ เลย
ศรายุทธ สายคำมี
[email protected]



