
การลุกฮือแห่งโลกอาหรับ(2)
คงจะจำกันได้นะครับว่าในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ ตูนืเซีย ก็เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องและขยายตัวลุกลามบานปลายขึ้นในกรุง ไคโร และในเมืองใหญ่ๆ อีกหลายเมืองของ อียิปต์ จนเป็นเหตุให้ประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก ที่
แม้แต่ “บารัก โอบามา” ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็ตระหนักใน “พลวัต” ของกระบวนการ “ARAB-UPRISINGS” ดังคำปราศรัยหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงสะท้านโลกที่ “อียิปต์” ซึ่งจงใจเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสื่อสารกับผู้คน “อียิปต์” เป็นการจำเพาะ ว่าชาว “อียิปต์” ได้แสดงบทบาทอันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งในประวัติศาสตร์ อันเก่าแก่กว่า 6,000 ปี สำหรับผมเป็นเรื่องที่น่าทึ่งครับว่าในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์กงล้อประวัติศาสตร์หมุนเร็วจนไม่มีใครในโลกคาดคิด เมื่อปวงชนชาว “อียิปต์” นับแสนออกมาเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
หากว่าไปตามเนื้อผ้าแล้วกรณีของ “อียิปต์” นั้น แตกต่างจาก “ตูนิเซีย” ซึ่งเป็นประเทศแรกของการเกิดปรากฏการณ์ “ARAB-UPRISINGS” ซึ่งผลกระทบของทั้งสองกรณีนั้นแตกต่างกัน เนื่องจากในสายตาของประเทศในภูมิภาคเดียวกันแล้ว “ตูนิเซีย” มีสถานการณ์เป็นลักษณะเฉพาะของตัวเอง ทั้งยังจัดได้ว่าเป็นประเทศที่ “แยกต่างห่างไกล” และอาจถือได้ว่าเป็น “ข้อยกเว้น” เสียด้วยซ้ำ แต่ในกรณี “อียิปต์” กลับมีผลกระทบรุนแรงต่อบรรดาประเทศในโลก “อาหรับ” ทั้งมวล เพราะเป็นชาติที่มีบทบาทเป็น “ผู้นำ” อันทรงอิทธิพลทั้งในด้านความคิด วัฒนธรรม และการเมืองต่อประเทศอื่นๆ ในโลก “อาหรับ” ทั้งปวงเลยทีเดียว
จะว่าไปแล้วผู้นำอย่าง “ฮอสนี มูบารัก” เปรียบเสมือนเป็น “โมเดล” ต้นแบบของลัทธิการเมืองแบบ “อำนาจนิยม” ในโลก “อาหรับ” ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชาติ “มหาอำนาจ” ในโลกตะวันตกอย่าง “อเมริกา”และ “อังกฤษ” นอกจากนั้น ยังทำหน้าที่เป็น “ข้อต่อ” ที่สำคัญทางการเมืองเชื่อมโยงกับ “อิสราเอล” ทั้งยังสามารถกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเอาไว้ในมือ รวมทั้งยังมีการสร้างกองกำลังสนับสนุนที่ได้รับการยอมรับว่าน่ากลัวที่สุดของโลก “อาหรับ” ขึ้นมาเพื่อค้ำบัลลังก์ โดยมีสมาชิกผู้จงรักภักดีอยู่มากมายกระจายไปทั่วประเทศกว่า 5 ล้านคน
ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งที่ “พลังประชาชน” บีบจนคนอย่าง “มูบารัก” ที่ได้รับการขนานนามว่า “ฟาโรห์แห่งไคโร” ต้องยอมจำนนลงจากอำนาจ “พลวัต” ของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้แผ่กระจายไปทั่วภูมิภาคอย่างรวดเร็วดุจ “ไฟลามทุ่ง” แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูความคิดของชาว “อาหรับ” ทุกๆ คน ไม่ว่าจะยากจนทนทุกข์แค่ไหน หรือเคยถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบมายาวนานเพียงใด
ปัจจุบัน “ชาวอาหรับ” เหล่านี้ได้รับรู้ “พลัง” ที่มีอยู่ในตัว ที่ก่อให้เกิด “แรงบันดาลใจ” อันเป็น “ความหวังใหม่” ที่นำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงใหม่” ในโลก “อาหรับ” ไม่ใช่ในรูปแบบ “อิหร่าน” โมเดล อีกทั้งยังไม่ใช่ “บิน ลาเดน” โมเดล อีกต่อไป แต่เป็น “อียิปต์” โมเดล อันเป็นกระบวนการเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่โปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น
นอกจากนั้น “พลัง” อันก่อให้เกิด “แรงบันดาลใจ” ดังกล่าวนี้ได้ส่งผลกระทบขยายตัวในวงกว้างออกไปเป็น “ปฏิกิริยาลูกโซ่” ไปทั่วทั้งโลก ในใจลึกๆ ผมเชื่อว่า “พลวัต” ของการเปลี่ยนแปลงในโลก “อาหรับ” โดย “พลัง” ประชาชนนับแสนนับล้านสอดประสานกันกับ “พลังของเทคโนโลยี” ใน “การสื่อสารแบบไร้พรมแดน” จะเป็น “ต้นแบบ” ที่สำคัญอันอาจจะเกิดกับประเทศอื่นๆ ในซีกโลกอื่น ที่กำลังถูกปกครองในระบอบเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการ
เผลอๆ ไม่แน่นะครับ พอเกิด “ARAB-UPRISINGS” ได้ ก็อาจจะเกิด “AFRICAN-UPRISINGS”, “EUROPIAN-UPRISINGS” หรือ “ASIAN-UPRISINGS” ขึ้นได้ รวมทั้ง “ประเทศไทย”
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



