
มาร์คหนุนเอสเอ็มอีเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม
"นายกฯ"ยันรัฐบาลหนุนเอสเอ็มอีเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เชื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคที่มีอยู่ในสังคม ชี้เป็นพื้นฐานสำคัญพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ อาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่น มรดกทางวัฒนธรรม
(10มี.ค.) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประธานเปิดงาน Thailand SME Expo 2011 โดยมีนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้บริหาร ผู้แทนภาคเอกชน และผู้ประกอบการวิสาหกิจ ชุมชน ตลอดจนสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวขณะเปิดงานตอนหนึ่งว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนได้มากกว่า 9.7 ล้านคน หรือเกือบร้อยละ 80 ของการจ้างงานทั้งประเทศ ซึ่งรัฐบาลต้องการให้ SMEs เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งและเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศมากยิ่งขึ้น จึงมีนโยบายส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนา SMEs ในทุก ๆ ด้าน ปัจจุบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ถึง 3.5 ล้านล้านบาท ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และมีมูลค่าการส่งออกในปี 2553 กว่า 1,700 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างหรือสืบต่อวัฒนธรรมและความเข้มแข็งของสังคมที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การเสริมสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมในช่วง 2 ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลได้เน้นความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อดำเนินมาตรการหลาย ด้านตั้งแต่การเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ การพัฒนาผลิตภาพบุคลากรผ่านสถาบันเครือข่ายในกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม การพัฒนาระบบบริหารจัดการ การพัฒนากระบวนการผลิตและยกระดับคุณภาพมาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ไปจนถึงการพัฒนาระบบ Logistics ภายในกลุ่มอุตสาหกรรม และการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ (Cluster) ซึ่งส่งผลให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นจำนวนมากได้รับประโยชน์และมีความเข้มแข็งมากขึ้น ตลอดจนรัฐบาลได้สนับสนุนให้มีการนำเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกำลังดำเนินการจัดทำแผนการส่งเสริม SMEs ฉบับที่ 3 ซึ่งจะใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 - 2559 โดยมีทิศทางการส่งเสริมใน 3 เรื่องหลัก ดังนี้ 1. การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs โดยเพิ่มความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก ส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือและทำธุรกิจร่วมกัน ปรับปรุงมาตรฐาน และการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ไปจนถึงการสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนา 2. การสร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก โดยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่อาศัยมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ รวมไปจนถึงความหลากหลายทางชีวภาพและเอกลักษณ์ทางศิลปะงานช่างฝีมือและหัตถกรรมที่มีความโดดเด่น และ 3. การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาค โดยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าในภูมิภาคต่าง ๆ ไปจนถึงการพัฒนาช่องทางทางการตลาด ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ ซึ่งแผนดังกล่าวคาดว่าจะสามารถส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ รัฐบาลยังมีนโยบายสนับสนุน SMEs ให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม และสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคที่มีอยู่ในสังคม อีกทั้งสร้างทัศนคติที่ดีระหว่างภาคประชาชนกับภาคธุรกิจ จึงขอให้ ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงและรากฐานที่ดีสำหรับสังคมและเศรษฐกิจไทยต่อไป ” นายกฯ กล่าว



