ข่าว

แก๊งพ.ต.ท.ปล้นไม้ของกลางชิงผู้ต้องหา

แก๊งพ.ต.ท.ปล้นไม้ของกลางชิงผู้ต้องหา

10 มี.ค. 2554

แก๊ง "พันตำรวจโท" พาลูกน้องทั้งใน-นอกเครื่องแบบนับสิบ บุกปล้นไม้ของกลาง พร้อมชิงตัวผู้ต้องหา เผยขับรถปาด บุกเจรจา จนท.ชุดจับกุมของผู้ว่าฯ ชัยภูมิ ก่อนเบ่งให้ปล่อยไม้ของกลาง อ้างเป็น "ของนาย" แต่ไม่สำเร็จ ยัวะชักปืนขู่ ก่อนขับรถพาผู้ต้องหา แถมยึดไม้ของกลา

 เหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจลุแก่อำนาจหน้าที่บุกปล้นไม้ของกลาง พร้อมชิงตัวผู้ต้องหาลักลอบตัดไม้ทำลายป่าต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมของผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 มีนาคม ที่ห้องประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ นายจรินทร์ จักกะพาก ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการป้องกันและปราบปรามลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ได้แก่ นายสมชาย อวิกุลประเสริฐ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชย.8 อ.หนองบัวระเหว เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกองร้อย อส. ประจำ อ.หนองบัวระเหว และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองบัวระเหว นำโดย พ.ต.ท.วิสา โชติมล พนักงานสอบสวน สภ.หนองบัวระเหว เพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจดักชิงตัวผู้ต้องหา และปล้นไม้ของกลางที่เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าตรวจยึด และจับกุมกลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาตินายางกลัก บริเวณหมู่บ้านห้วยทับนาย หมู่ 8 ต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา

 ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 8 มีนาคม หลังจากนายจรินทร์ ผู้ว่าฯ ภูมิได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ป้องกันรักษาป่าที่ ชย.8 อ.หนองบัวระเหว เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกองร้อย อส. ประจำ อ.หนองบัวระเหว และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนอวบัวระเหว สนธิกำลังบุกเข้าจับกุมกลุ่มคนลักลอบตัดไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาตินายางกลัก หมู่บ้านห้วยทับนาย หมู่ 8 ต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาได้ 4 คน พร้อมของกลางไม้ประดู่แปรรูปหลายสิบท่อนบรรทุกอยู่ในรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นรถที่ตำรวจชุดสืบสวนหน่วยหนึ่งใช้งานอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังยึดรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีเขียว ทะเบียน บก 393 แพร่ ที่บรรทุกไม้ประดู่เตรียมขนย้ายออกจากพื้นที่

 ภายหลังการจับกุม กลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ และไม่ขอให้การใดๆ ชุดจับกุมจึงนำตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดี แต่ระหว่างนั้นได้มีชายลึกลับคนหนึ่งอ้างชื่อบริษัทค้าไม้แห่งหนึ่ง โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาขอพูดคุยกับ พ.ต.ท.วิสา และนายสมชาย หัวหน้าชุดจับกุม เพื่อขอร้องไม่ให้เจ้าหน้าที่จับกุมกลุ่มผู้ต้องหา แต่การเจรจาดังกล่าวไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงนำตัวผู้ต้องหา และเคลื่อนย้ายของกลางไปที่สถานีตำรวจภูธรหนองบัวระเหว อย่างไรก็ตามระหว่างเดินทางได้มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ ทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 10 นาย นำโดยนายตำรวจยศพันตำรวจโท ขับรถติดตามขบวนของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมดังกล่าว

 จากนั้นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวได้แจ้งให้ชุดจับกุมหยุดรถ ก่อนจะเข้าไปเจรจาขอให้ปล่อยผู้ต้องหา และไม้ของกลางทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า "ของนาย" แต่ชุดจับกุมปฏิเสธ พร้อมตอบกลับไปว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนสั่งให้สนธิกำลังหลายฝ่ายเข้าจับกุม หากจะขอให้ปล่อยต้องไปคุยกับผู้ว่าฯ ชัยภูมิเอาเอง ซึ่งเรื่องดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกรีตถึงขนาดขั้นชักปืนออกมาขู่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ก่อนจะลุแก่อำนาจคว้ากุญแจรถของกลางขับพาผู้ต้องหา และไม้ของกลางทั้งหมดอย่างไม่เกรงกลัวใคร

  เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นายจรินทร์ ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ เปิดเผยหลังจากเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่า ได้สั่งการให้สอบสวนข้อเท็จจริงของเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนแล้ว หากพบใครเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้มาก แต่ส่วนตัวพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ขอให้ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดเสร็จสิ้นก่อน แต่ยืนยันว่า ใครที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด

 ขณะที่ พล.ต.ต.รมสิทธิ์ วีริยาสรรค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นแน่ชัดว่า มีตำรวจใต้บังคับบัญชา 2 นาย กระทำความผิดจริง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมกำลังติดตามตำรวจทั้ง 2 นายมาดำเนินคดี คาดว่าภายในวันนี้จะจับกุมได้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องที่ตำรวจเจรจาขอให้ปล่อยของกลางและผู้ต้องหา พร้อมอ้างว่าเป็น "ของนาย" นั้น  ส่วนตัวเห็นว่า คนที่ทำผิดจะกล่าวอ้างอย่างไรก็ได้ เพื่อเอาตัวรอด แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนที่ฟังว่าจะเชื่อหรือไม่

 "ตำรวจที่ส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทั้ง 2 นาย ถือเป็นตำรวจนอกแถว เราต้องลงโทษเพิ่มจากเดิม 2 เท่า  เนื่องจากเป็นเจ้าพนักงาน แต่กระทำความผิดเสียเอง ทั้งนี้ หากมีพยานหลักฐานโยงถึงใคร ผมจะดำเนินการเอาผิดให้ถึงที่สุด ส่วนที่เกรงว่า คดีนี้จะมีการช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชานั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาผู้บัญชาการของทุกคนต่างมีนโยบายที่ชัดเจนในการเรื่องการป้องกันและดูแลรักษาป่าไม้ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทำผิดเสียเอง ประชาชนจะเชื่อถือได้อย่างไร และครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดด้านป่าไม้ ทำให้ทุกหน่วยงานเร่งวางมาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐไปกระทำความเดือดร้อนให้ประชาชน พร้อมกำชับทุกฝ่ายเป็นหูเป็นตาคอยดูแลป่าไม้ร่วมกัน" พล.ต.ต.รมสิทธิ์กล่าว